แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 27
1
หมอประจำบ้าน: หูบาดเจ็บจากความกดดันอากาศ (Barotrauma/Barotitis media)

ภาวะนี้พบได้บ่อยในผู้ที่นั่งเครื่องบิน และผู้ที่ดำน้ำลึก เกิดการเปลี่ยนแปลงของความกดดันอากาศ ทำให้เกิดอาการปวดหู หูอื้อ ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงเล็กน้อยและหายได้เองในเวลาสั้น ๆ ส่วนน้อยที่อาจมีอาการรุนแรง

สาเหตุ

ในคนปกติ หูชั้นกลางจะมีการปรับความดันอากาศให้เท่ากับหูชั้นนอก (ความดันในบรรยากาศ) โดยการกลืนหรือหาว ทำให้ท่อยูสเตเชียน (ซึ่งเชื่อมระหว่างช่องคอกับหูชั้นกลาง) เปิดให้อากาศมีการเคลื่อนตัวเข้าออก เพื่อปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอกตลอดเวลา

ในผู้ที่มีภาวะอุดกั้นของท่อยูสเตเชียน (เช่น ขณะเป็นไข้หวัด หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ โรคหวัดภูมิแพ้ หรือในทารกและเด็กเล็กซึ่งมีท่อยูสเตเชียนที่แคบกว่าผู้ใหญ่เพราะยังเจริญไม่สมบูรณ์) เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความดันของบรรยากาศ (ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลงเร็ว ๆ หรือขณะดำน้ำลึก) ก็จะไม่สามารถปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอก ทำให้เยื่อแก้วหูถูกดูดเข้า (กรณีที่ความดันในหูชั้นกลางต่ำกว่าหูชั้นนอก เช่น ขณะเครื่องบินลง) หรือดันให้โป่งออก (กรณีที่ความดันในหูชั้นกลางสูงกว่าหูชั้นนอก เช่น ขณะเครื่องบินขึ้น) และมีน้ำเลือดคั่งที่เยื่อบุภายในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดอาการปวดหูและหูอื้อ


อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดหู หูอื้อ หูตึงเล็กน้อย มีเสียงดังในหู เวียนศีรษะ หลังนั่งเครื่องบินหรือดำน้ำลึก อาจเป็นที่หูข้างเดียวหรือพร้อมกัน 2 ข้างก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะเป็นอยู่นานเพียง 2-3 ชั่วโมงก็หายไปได้เอง

ในรายที่มีอาการนานกว่า 2-3 ชั่วโมง อาจมีอาการปวดหูรุนแรง หูตึงอย่างมาก มีเลือดออกจากหู หรือมีอาการบ้านหมุนร่วมด้วย ถึงหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนก็อาจจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์

ทารกและเด็กเล็กที่นั่งเครื่องบิน หากมีภาวะนี้ขณะเครื่องกำลังบินขึ้นหรือลง อาจมีอาการปวด หูอื้อ ร้องกวน งอแง


ภาวะแทรกซ้อน

อาจทำให้เยื่อแก้วหูทะลุ หูชั้นกลางอักเสบ หูตึง มีเลือดออกจากหู มีอาการปวดหูเป็น ๆ หาย ๆ วิงเวียนหรือเห็นบ้านหมุนเรื้อรัง


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการที่พบในผู้ที่กลับจากการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือดำน้ำลึก และการใช้เครื่องส่องหู จะตรวจพบเยื่อแก้วหูถูกดึงเข้าหรือโป่งออก ในรายที่เป็นมากอาจพบมีรอยห้อเลือดที่เยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูทะลุ หรือมีเลือดออกจากหู และอาจตรวจพบมีเลือดหรือของเหลวอยู่ที่ด้านหลังของเยื่อแก้วหู

ในรายที่มีอาการวิงเวียน เห็นบ้านหมุน ซึ่งแสดงว่ามีความผิดปกติในหูชั้นในร่วมด้วย แพทย์จะทำการตรวจสมรรถภาพของการได้ยิน (audiometry) เพื่อดูว่ามีผลกระทบต่อประสาทหูส่วนการได้ยินมากน้อยเพียงใด


การรักษาโดยแพทย์

1. ถ้าอาการปวดหู หูอื้อไม่หายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังมีอาการ แพทย์จะให้กินยาสูโดเอฟีดรี และ/หรือยาหดหลอดเลือดชนิดพ่นจมูก

ถ้ามีอาการปวดให้ยาแก้ปวด

ถ้าเป็นหวัดภูมิแพ้ ให้ยาแก้แพ้

ถ้าเป็นไข้หวัดหรือไซนัสอักเสบร่วมด้วย ให้การรักษาควบคู่กันไป

2. ถ้าไม่ทุเลาภายใน 1 สัปดาห์ หรือปวดรุนแรง เยื่อแก้วหูทะลุ หรือมีเลือดออกจากหู แพทย์อาจจำเป็นต้องทำการกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายเลือดที่คั่งอยู่ในหูชั้นกลาง และปรับความดันในหูชั้นกลางให้เท่ากับหูชั้นนอก

ถ้ามีเยื่อแก้วหูทะลุที่ไม่สามารถปิดได้เอง แพทย์จะทำการปลูกเยื่อแก้วหู (eardrum patch) โดยใช้สารเคมีจี้ที่ขอบรอยฉีกขาด กระตุ้นให้เซลล์เยื่อแก้วหูงอก แล้วปะบริเวณที่รอยฉีกขาดด้วยกระดาษแบบพิเศษ โดยมักต้องทำซ้ำหลายครั้งจนกว่ารูจะปิดสนิท หากวิธีข้างต้นไม่ได้ผลหรือเห็นว่ามีความจำเป็นก็จะทำการผ่าตัดปะเยื่อแก้วหู (tympanoplasty) โดยนำเนื้อเยื่อส่วนอื่นในร่างกาย (เช่น หลอดเลือดดำ เยื่อพังผืดของกล้ามเนื้อ) มาปะรอบบริเวณรูทะลุบนเยื่อแก้วหู

ผลการรักษา ส่วนใหญ่อาการมักจะหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์


การดูแลตนเอง

ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลง ถ้าหากมีอาการปวดหูหรือหูอื้อเกิดขึ้น ให้รีบทำท่าหาวและกลืนน้ำลาย หรือทำการเป่าลมเบา ๆ ในปากโดยการปิดปากและบีบจมูก ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เพื่อช่วยให้เปิดท่อยูสเตเชียนให้ลมผ่านเข้าออก ปรับความดันในหูชั้นกลาง ซึ่งอาการมักจะทุเลาได้ทันที

แต่ถ้าอาการไม่หายภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังลงเครื่องบิน ควรไปปรึกษาแพทย์ และดูแลรักษาตามคำแนะนำของแพทย์


การป้องกัน

1. ขณะเป็นหวัด หูชั้นกลางอักเสบ หรือไซนัสอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งเครื่องบินหรือดำน้ำลึก

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์ในการใช้ยาป้องกัน แพทย์อาจให้ยาพ่นจมูกที่เข้ายาแก้คัดจมูก (decongestant) เข้าจมูกทั้ง 2 ข้าง ข้างละ 4 ครั้ง หรือให้กินสูโดเอฟีดรีน ก่อนออกเดินทางหรือดำน้ำ 30-60 นาที (ถ้าเป็นการนั่งเครื่องบินเดินทางไกลควรกินก่อนเครื่องลง 30-60 นาที) ถ้าเป็นโรคหวัดภูมิแพ้ ก็จะให้กินยาแก้แพ้ ก่อนออกเดินทางหรือดำน้ำ 30-60 นาที

2. เวลานั่งเครื่องบิน ขณะเครื่องกำลังบินขึ้นหรือลง ควรทำท่าหาวและกลืนน้ำลาย หรือเคี้ยวหมากฝรั่ง (สำหรับทารกและเด็กเล็ก ให้เด็กดื่มนมหรือน้ำ โดยให้อยู่ในท่านั่ง ถ้าดูดจากหลอดได้ให้เด็กใช้หลอดดูด กระตุ้นให้มีการกลืนบ่อย ๆ) เพื่อกระตุ้นให้ท่อยูสเตเชียนเปิด

3. เวลาดำน้ำลึก ควรดำลงอย่างช้า ๆ เพื่อให้หูมีเวลาปรับตัว


ข้อแนะนำ

ผู้ที่เดินทางโดยเครื่องบิน หรือดำน้ำลึก ควรเรียนรู้วิธีป้องกันโรคนี้ และวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการ หากอาการไม่ทุเลาภายใน 2-3 ชั่วโมง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว และดูแลรักษาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน

2
บ้านเดี่ยว เอลซ์ รามอินทรา 34 (ELSE Ramindra 34)
เริ่มต้น 40 ลบ. - 50 ลบ. 

เอลซ์ รามอินทรา 34 (ELSE Ramindra 34)
เอลซ์ รามอินทรา 34 บ้านเดี่ยว 2 ชั้นโครงการใหม่จาก แสนสิริ Exclusive Residence เพียง 5 ยูนิต ดีไซน์เหนือระดับในสไตล์ Modern Classic ที่เรียบง่าย แต่ยังคงมีความโดดเด่นและความร่วมสมัยในทุกรายละเอียด และนับเป็น Timeless Design ที่จะอยู่เหนือกาลเวลา

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                เอลซ์ รามอินทรา 34 (ELSE Ramindra 34)
 เจ้าของโครงการ           แสนสิริ
 แบรนด์ย่อย                เอลซ์
 ราคา                       เริ่มต้น 40 ลบ. - 50 ลบ.

 ประเภทบ้าน               บ้านเดี่ยว
 ลักษณะทำเล              บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนบ้าน                5 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด          2 แบบ
  เนื้อที่บ้าน                 ตั้งแต่ 130.6 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย               ตั้งแต่ 332 ถึง 425 ตร.ม.
 จำนวนชั้น                  2 ชั้น
 หน้ากว้าง                  โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน            ตั้งแต่ 4 ถึง 5 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ             3 คัน
 สาธารณูปโภค             สวนสาธารณะ, รปภ., CCTV, อื่นๆ (Solar Panel, EV Charger)

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน            แจ้งวัฒนะ, หลักสี่, ดอนเมือง, บางเขน
 ที่ตั้ง            ซอยรามอินทรา 34 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10220

 ขนส่งสาธารณะ
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีชมพู, สถานี(แคราย - มีนบุรี)(มัยลาภ)
ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีชมพู, สถานี(แคราย - มีนบุรี)(วัชรพล)
ใกล้ทางด่วน (ทางพิเศษฉลองรัช)
ใกล้ถนนสายหลัก (ถนนรามอินทรา, ถนนประดิษฐ์มนูธรรม, ถนนประเสริฐมนูกิจ, ถนนนวมินทร์)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
1. The Walk เกษตร-นวมินทร์ 2.6 กม.
2. The Cystal เอกมัย-รามอินทรา 5.3 กม.
3. เซ็นทรัลอีสต์วิลล์ 6 กม.
4. โรงเรียนนานาชาติ กีรพัฒน์ (KPIS International School) 600 เมตร
5. โรงเรียนนานาชาตินีวาอเมริกัน (NIVA American International School) 7.1 กม.
6. โรงพยาบาลสินแพทย์ รามอินทรา 4.1 กม.
7. โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ 5.7 กม.

3
การจัดฟันเด็ก ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

การจัดฟันในเด็ก ถือเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะในปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานกันมากขึ้น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองได้เล็งเห็นความสำคัญของสุขภาพช่องปากและฟัน จึงพาเด็กไปเข้ารับการจัดฟันตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้น ก็มีข้อดีหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของรูปร่างของฟัน ที่จะทำให้ฟันเข้าที่หรืออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ปรับโครงสร้างของใบหน้าให้เข้าที่มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสบฟันที่ดีขึ้น และการบดเคี้ยวอาหารที่ดีกว่าเดิม ทำให้เด็กสามารถทำความสะอาดช่องปากและฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งส่งผลทำให้เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีมากขึ้น ป้องกันปัญหาฟันผุ อย่างไรก็ตาม


หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใดสนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟัน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดหรือปรึกษาทันตแพทย์ที่คลินิกได้ เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์อย่างยาวนานในด้านการจัดฟันในเด็ก และมีเครื่องมือการรักษาที่ทันสมัย รับรองได้ว่า จะมีความปลอดภัยและทำให้ฟันของบุตรหลานของท่านสวยงามขึ้นอย่างแน่นอน และวันนี้ทางคลินิก เราจะมาพูดถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางสำหรับเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากจะพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟัน

ซึ่งขั้นตอนการเตรียมตัวของเด็กก่อนที่จะเข้ารับการจัดฟันนั้น อย่างแรกเลยก็คือ การสร้างทัศคติที่ดีเกี่ยวกับการทำฟันให้เด็กๆ เพื่อที่จะช่วยลดความกังวลที่จะเข้าพบทันตแพทย์และเป็นการช่วยปลูกฝังในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีให้กับเด็กๆ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากเด็กหลายคนมีความกลัวที่จะต้องเข้ารับการตรวจฟัน ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ยอมไปเข้ารับการตรวจฟัน อาจจะทำให้เด็กที่สุขภาพช่องปากและฟันที่ไม่ดีได้ ต่อมาถึงขั้นตอนของการเข้ารับการจัดฟัน  ทันตแพทย์จะทำการทำประวัติผู้เข้ารับการจัดฟัน ซึ่งประกอบด้วย วิธีการพิมพ์ปากเพื่อสร้างแบบจำลองฟัน ทั้งที่เป็นแบบปูนหรือแบบดิจิตอล

เอกซเรย์ฟิล์มใหญ่ 2 ฟิล์ม บางที่อาจมีการถ่ายรูปภายในช่องปากและใบหน้าด้วย ประวัติผู้เข้ารับการจัดฟันคือสิ่งจำเป็นมาก เพราะเป็นข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ในการวางแผนการรักษา ต่อมาเมื่อเข้ารับการตรวจประเมินช่องปากแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนที่ตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และทันตแพทย์จัดฟันจะได้คุยกัน โดยในขั้นตอนนี้ ทันตแพทย์จัดฟันจะทำการอธิบายถึงปัญหาการสบฟันที่ผิดปกติของเด็กๆ รวมไปถึงขั้นตอน และวิธีการรักษา ผู้ปกครองสามารถสอบถามสิ่งที่อยากรู้ หรือสงสัยได้ และเมื่อเด็กพร้อมที่จะเข้ารับการจัดฟัน ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา ซึ่งก็ได้แก่ การติดเครื่องมือจัดฟัน และเข้าพบทันตแพทย์เพื่อปรับเครื่องมือจัดฟันอย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนการเตรียมตัวของเด็กเพื่อที่จะเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟัน ซึ่งทัศนคติในเรื่องของการรักษาสุขภาพช่องปากและฟัน ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะพูดคุยกับบุตรหลานของท่านเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับการดูแลรักษาฟัน เพื่อที่จะได้มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง และหลังจากการเข้ารับการจัดฟันแล้ว ก็ควรที่จะปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด เด็กๆควรที่จะทำความสะอาดหรือแปรงฟันให้สะอาด


และควรมาปรับเครื่องมือการจัดฟันตามที่ทันตแพทย์นัด ปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ และระวังอย่าให้เครื่องมือหลุด หลังจากเข้ารับการจัดฟันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรสวมใส่เครื่องมือหรือรีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟันด้วย เพื่อให้ฟันอยู่ในสภาพที่สวยงาม ทำให้เด็กๆมีฟันที่เรียงตัวสวยงาม เป็นธรรมชาตินั่นเอง ทางคลินิกเราอยากให้เด็กๆทุกคนมีฟันที่สวยงาม มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

4
สถานที่ที่ควรมี ท่อลมร้อนในโรงงาน

ท่อลมร้อนในโรงงานมีบทบาทสำคัญในการระบายอากาศ ถ่ายเทความร้อน และดูดควันหรือสารเคมีอันตราย ดังนั้น การติดตั้งท่อลมร้อนในสถานที่ที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยสถานที่ที่ควรมีท่อลมร้อนในโรงงานมีดังนี้:

1. บริเวณที่มีความร้อนสูง
ห้องเครื่องจักร: เครื่องจักรขนาดใหญ่ในโรงงานมักก่อให้เกิดความร้อนสูง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยระบายความร้อนและป้องกันเครื่องจักรเสียหาย
เตาเผาหรือเตาหลอม: เตาเผาหรือเตาหลอมเป็นแหล่งกำเนิดความร้อนสูง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยระบายความร้อนและควันพิษ
ห้องอบแห้ง: ห้องอบแห้งใช้ความร้อนในการอบแห้งผลิตภัณฑ์ การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยระบายความร้อนและความชื้น

2. บริเวณที่มีควันพิษหรือสารเคมีอันตราย
ห้องปฏิบัติการ: ห้องปฏิบัติการมักมีสารเคมีอันตราย การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยดูดไอระเหยของสารเคมีและป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ
บริเวณที่มีการเชื่อมหรือตัดโลหะ: งานเชื่อมหรือตัดโลหะก่อให้เกิดควันพิษและสะเก็ดไฟ การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยดูดควันและสะเก็ดไฟ
บริเวณที่มีการพ่นสีหรือสารเคมี: งานพ่นสีหรือสารเคมีก่อให้เกิดไอระเหยที่เป็นอันตราย การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยดูดไอระเหยและป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ

3. บริเวณที่มีความชื้นสูง
ห้องผลิตอาหารหรือเครื่องดื่ม: กระบวนการผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มมักก่อให้เกิดความชื้นสูง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยระบายความชื้นและป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา
ห้องซักล้าง: ห้องซักล้างมีความชื้นสูง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยระบายความชื้นและป้องกันการเกิดเชื้อรา

4. บริเวณที่มีฝุ่นละออง
ห้องผลิตวัสดุก่อสร้าง: กระบวนการผลิตวัสดุก่อสร้างมักก่อให้เกิดฝุ่นละออง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยดูดฝุ่นละอองและป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ
บริเวณที่มีการขัดหรือเจียร: งานขัดหรือเจียรวัตถุต่างๆ ก่อให้เกิดฝุ่นละออง การติดตั้งท่อลมร้อนจะช่วยดูดฝุ่นละออง

5. บริเวณที่ต้องการการระบายอากาศทั่วไป
ห้องทำงาน: การติดตั้งท่อลมร้อนในห้องทำงานจะช่วยระบายอากาศเสียและเพิ่มการไหลเวียนของอากาศ ทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานดีขึ้น
ห้องเก็บของ: การติดตั้งท่อลมร้อนในห้องเก็บของจะช่วยระบายอากาศและป้องกันการสะสมของความชื้น

ข้อควรพิจารณาเพิ่มเติม
การเลือกใช้ท่อลมร้อนควรพิจารณาถึงประเภทของงาน อุณหภูมิ และสารเคมีที่เกี่ยวข้อง
การติดตั้งท่อลมร้อนควรเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
ควรมีการบำรุงรักษาระบบท่อลมร้อนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย

5
หมอประจำบ้าน: โลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ (Aplastic anemia)

ไขกระดูก (bone marrow) อยู่ในโพรงกระดูกทั่วร่างกายมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง (red blood cells) เม็ดเลือดขาว (white blood cells) และเกล็ดเลือด (platelets)

ในคนบางคนอาจเกิดภาวะผิดปกติของไขกระดูกเป็นเหตุให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดได้น้อยลง หรือไม่ได้เลยทั้ง 3 ชนิด เกิดภาวะโลหิตจาง (เพราะขาดเม็ดเลือดแดง) ติดเชื้อง่าย (เพราะขาดเม็ดเลือดขาว) และเลือดออกง่าย (เพราะขาดเกล็ดเลือด) เรียกว่า โรคโลหิตจางจากไขกระดูกฝ่อ หรือ โรคโลหิตจางอะพลาสติก

โรคนี้พบได้ค่อนข้างน้อย แต่เป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงถึงเสียชีวิตได้ พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่น วัยหนุ่มสาว และผู้สูงอายุ

สาเหตุ

ประมาณกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ แพทย์อาจตรวจไม่พบสาเหตุชัดเจน

ส่วนที่พบมีสาเหตุ อาจเกิดจากสาเหตุ เช่น

    การได้รับรังสีบำบัด หรือเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็ง
    ผลข้างเคียงของยา เช่น คลอแรมเฟนิคอล (ยาปฏิชีวนะ ซึ่งปัจจุบันมีการใช้น้อยลง) ซัลฟา เฟนิโทอิน คาร์บามาซีพีน เอซีที (AZT)  สารเกลือของทอง (gold salt ซึ่งใช้รักษาโรคปวดข้อรูมาตอยด์) เป็นต้น
    การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า สารหนู สารเคมีที่มีสูตรเบนซิน (เช่น สีทาบ้าน น้ำยาลบสี น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด) ทินเนอร์
    การติดเชื้อไวรัส เช่น เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบ ไวรัสเอปสไตน์บาร์ (Epstein-Barr virus/EBV), ไวรัสไซโตเมกะโล (cytomegalovirus) เป็นต้น
    ปฏิกิริยาภูมิต้านตัวเอง (ออโตอิมมูน) เกิดการทำลายเซลล์ไขกระดูก ทำให้สร้างเม็ดเลือดไม่ได้
    การตั้งครรภ์ อาจพบโรคนี้ในผู้หญิงขณะตั้งครรภ์ ซึ่งมักเป็นเพียงชั่วคราว และหายได้เองหลังคลอด

อาการ

ส่วนใหญ่จะค่อยเป็นค่อยไป โดยมีอาการซีด อ่อนเพลีย มีจุดแดงพรายย้ำขึ้นตามตัว หรือมีเลือดออกจากที่ต่าง ๆ เช่น เลือดกำเดา เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกในตา เลือดออกในสมอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบมีอาการของโรคติดเชื้อร่วมด้วย ทำให้มีไข้เรื้อรังร่วมกับการติดเชื้อของอวัยวะต่าง ๆ

ผู้ป่วยจะไม่มีอาการตับ ม้าม หรือต่อมน้ำเหลืองโต (ถ้าโตอาจเป็นอาการของมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือมีสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย)

ผู้ป่วยอาจตายเพราะการตกเลือด หรือการติดเชื้อรุนแรงจนกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ

ภาวะแทรกซ้อน

อาจมีเลือดออกรุนแรง อาจเกิดการติดเชื้อร้ายแรงจนกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและการตรวจพบว่า มีไข้ ซีด มีจุดแดงพรายย้ำขึ้นตามตัว อาจมีเลือดออกจากที่ต่าง ๆ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยการตรวจเลือดซึ่งจะพบว่า มีจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อย เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งอาจต่ำกว่า 2,000 ตัว/ลบ.มม. (ปกติ 5,000-10,000 ตัว) และเกล็ดเลือดต่ำกว่า 30,000 ตัว/ลบ.มม. (ปกติ 200,000-400,000 ตัว) และทำการตรวจไขกระดูก ซึ่งจะพบว่าจำนวนเซลล์อ่อนของเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงมาก พบเป็นไขมันและเยื่อพังผืดกระจายอยู่แทน

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลให้การดูแลรักษา ดังนี้

ถ้าเป็นชนิดเล็กน้อย แพทย์จะให้เลือดและเกล็ดเลือด และให้ยาปฏิชีวนะในรายที่มีโรคติดเชื้อแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นรุนแรง (มีเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 500 ตัว/ลบ.มม. เกล็ดเลือดต่ำกว่า 20,000 ตัว/ลบ.มม.) นอกจากให้เลือดและยาปฏิชีวนะแล้ว แพทย์จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูก (bone marrow transplantation)

ผู้ป่วยที่ไม่สามารถปลูกถ่ายไขกระดูกได้ หรือมีสาเหตุจากปฏิกิริยาภูมิต้านตัวเอง แพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกัน (immunosuppressive) เช่น ไซโคลสปอรีน (cyclosporine), แอนติไทโมไซต์โกลบูลิน (antithymocyte globulin/ATG) ซึ่งมักจะให้ร่วมกัน เพื่อช่วยให้เซลล์ไขกระดูกงอกใหม่และสร้างเม็ดเลือดได้ใหม่ นอกจากนี้แพทย์จะให้สเตียรอยด์ (เช่น เมทิลเพร็ดนิโซโลน) ร่วมด้วย   

บางรายแพทย์อาจให้ยากระตุ้นไขกระดูก (เช่น colony-stimulating factors) ช่วยให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดได้ใหม่

ผลการรักษา ผู้ป่วยที่เป็นชนิดเล็กน้อย (เช่น อาการที่พบในหญิงตั้งครรภ์ หรือเกิดจากผลข้างเคียงของยา) เมื่อได้รับการรักษาก็มักจะหายได้

ผู้ป่วยที่เป็นรุนแรง ที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก มีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีโดยเฉลี่ย ร้อยละ 50-80 ผู้ป่วยที่มีอายุน้อยได้ผลดีกว่าอายุมาก เช่น อายุต่ำกว่า 20 ปี มีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีมากกว่าร้อยละ 80 ขณะที่อายุมากว่า 40 ปี มีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีเพียงร้อยละ 50

ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน มีอัตราการอยู่รอดที่ 5 ปี ราวร้อยละ 50-75 แต่มีโอกาสโรคกลับกำเริบใหม่ และอาจเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันแทรกซ้อน   

ส่วนผู้ที่เป็นโรคนี้รุนแรงและเรื้อรัง หากไม่ได้รับการรักษาหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษามีโอกาสเสียชีวิตใน 18-24 เดือนถึงร้อยละ 80

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้เรื้อรัง ซีด มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออก ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

เมื่อตรวจพบว่าเป็นไขกระดูกฝ่อ ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด

การป้องกัน

ส่วนใหญ่ยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล การหลีกเลี่ยงการใช้ยาและการสัมผัสสารเคมีที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้

ข้อแนะนำ

โรคนี้หากเป็นเล็กน้อย หรือถึงเป็นรุนแรงแต่ได้รับการดูแลรักษาอย่างจริงจัง มีทางรักษาให้หายได้ ดังนั้นหากสงสัย ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว และควรให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยให้มีความอดทนในการติดต่อรักษากับแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง

6
วัดคลองปลาดุกลายบรรยากาศสงบเงียบตามธรรมชาติเชิญชวนใส่ชุดขาวชาย ประพฤติ อุบาสกธรรม 7

วัดคลองปลาดุกลาย เป็นอีกหนึ่งวัดที่มีชื่อเสียงในจังหวัดปราจีนบุรี ด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงาม บรรยากาศร่มรื่นและความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูป ทำให้ที่นี่เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนจำนวนมาก หากใครมีโอกาสได้มาเยือนจังหวัดปราจีนบุรี ไม่ควรพลาดที่จะแวะมาสักการะขอพรที่วัดแห่งนี้ใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดแห่งนี้รายล้อมไปด้วยต้นไม้เขียวขจีและน้ำอันเงียบสงบ

วัดคลองปลาดุกลายเป็นสถานที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทำสมาธิและไตร่ตรอง หลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่น่าสนใจภายในวัด
พระอุโบสถ: พระอุโบสถของวัดคลองปลาดุกลายมีความสวยงามโดดเด่นด้วยการตกแต่งที่ประณีตและภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนา
พระประธาน: พระประธานประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ มีพุทธลักษณะงดงามและเปี่ยมด้วยเมตตา
วิหาร: วิหารของวัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญองค์อื่นๆ และใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ
เจดีย์: เจดีย์ของวัดมีหลายองค์ แต่ละองค์มีความสวยงามแตกต่างกันไป และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์
สวนและบ่อน้ำ: บริเวณรอบๆ วัดมีสวนและบ่อน้ำที่ร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจและสูดอากาศบริสุทธิ์

สภาพแวดล้อมอันเงียบสงบสำหรับการปฏิบัติธรรม
วัดคลองปลาดุกลายมีชื่อเสียงในเรื่องบรรยากาศที่เงียบสงบ ทำให้ที่นี่เป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับการปฏิบัติธรรม บริเวณวัดได้รับการดูแลอย่างดีด้วยดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ต้นไม้สูง และสายน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ของคลองใกล้เคียงสร้างบรรยากาศที่สงบเงียบตามธรรมชาติ สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบนี้กระตุ้นให้ผู้มาเยี่ยมชมได้มีส่วนร่วมในการทำสมาธิ เจริญสติ และปฏิบัติธรรมอื่นๆ อย่างลึกซึ้ง

โครงการธรรมะและปฏิบัติธรรม
วัดจัดโปรแกรมธรรมะและการฝึกปฏิบัติธรรมเป็นประจำสำหรับทั้งผู้เริ่มต้นและผู้ปฏิบัติธรรมที่มีประสบการณ์ การฝึกปฏิบัติเหล่านี้ได้รับการออกแบบเพื่อแนะนำผู้เข้าร่วมให้เข้าใจหลักคำสอนของพุทธศาสนา โดยเน้นที่การมีสติ สมาธิ และการปลูกฝังความสงบภายใน พระภิกษุและครูประจำวัดมีประสบการณ์ในการเป็นผู้นำการฝึกปฏิบัติเหล่านี้ โดยให้คำสอนที่ลึกซึ้งและคำแนะนำเฉพาะบุคคลแก่ผู้เข้าร่วมทุกคน

ความงดงามทางสถาปัตยกรรมและความสำคัญทางจิตวิญญาณ
วัดคลองปลาดุกลายไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ที่มีความงดงามทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมอีกด้วย วัดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมไทยแบบดั้งเดิม มีการแกะสลักและรูปปั้นที่ประณีตบรรจง ซึ่งสะท้อนถึงมรดกอันล้ำค่าของพุทธศาสนาในประเทศไทย ผู้เยี่ยมชมสามารถสำรวจห้องโถงหลักของวัดซึ่งประดับประดาด้วยรูปพระพุทธเจ้าและฉากต่างๆ จากชีวประวัติของพระองค์ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการไตร่ตรองและเคารพ

สถานที่เพื่อเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง
ที่ตั้งของวัดท่ามกลางธรรมชาติเป็นโอกาสพิเศษในการเชื่อมต่อกับธรรมชาติอีกครั้ง การทำสมาธิแบบเดินมักจัดขึ้นตามทางเดินอันเงียบสงบของวัด ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมสามารถสังเกตความงามของสภาพแวดล้อมขณะเดียวกันก็ฝึกสติ เสียงนกร้องและเสียงใบไม้ไหวในสายลมช่วยเพิ่มประสบการณ์การทำสมาธิ ช่วยให้ผู้มาเยี่ยมชมมีความรู้สึกสงบและแจ่มใสมากขึ้น

เที่ยวชมวัดคลองปลาดุกลาย
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ในการปฏิบัติธรรมหรือเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มากประสบการณ์ วัดคลองปลาดุกไลก็เป็นสถานที่ที่อบอุ่นและให้การสนับสนุนสำหรับการเติบโตทางจิตวิญญาณ วัดแห่งนี้เดินทางมาจากตัวเมืองปราจีนบุรีได้สะดวกและเหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับหรือพักผ่อนระยะยาวสำหรับผู้ที่สนใจเข้าปฏิบัติธรรม

การเดินทางไปวัดคลองปลาดุกลาย
วัดคลองปลาดุกลายตั้งอยู่ที่ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี การเดินทางสามารถเดินทางมาได้โดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถโดยสารประจำทาง โดยใช้เส้นทางจากตัวเมืองปราจีนบุรี มุ่งหน้าไปยังอำเภอนาดี จากนั้นสอบถามเส้นทางเพิ่มเติมจากชาวบ้านได้

ผู้เยี่ยมชมควรแต่งกายสุภาพและสุภาพตามธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อไปเยี่ยมชมวัดพุทธในประเทศไทย วัดมีที่พักพื้นฐานสำหรับผู้ที่เข้าร่วมการปฏิบัติธรรม และมักจะมีอาหารให้รับประทานตามหลักอาหารของพระสงฆ์แบบดั้งเดิม

วัดคลองปลาดุกลายในจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอัญมณีที่ซ่อนเร้นสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกฝนธรรมะให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยบรรยากาศที่เงียบสงบ โปรแกรมที่เสริมสร้างความรู้ และบรรยากาศทางจิตวิญญาณ วัดแห่งนี้จึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบ การมีสติและการเชื่อมโยงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

7
mobile expo: HUAWEI FreeBuds 5i ดีไซน์สวยงาม คุณภาพเสียงระดับ Hi-res รองรับ LDAC ลดเสียงรบกวนสูงสุด 42 dB

HUAWEI FreeBuds 5i เป็นหูฟังไร้สาย TWS ที่มาพร้อมดีไซน์ และคุณภาพเสียงที่เรียกได้ว่าเกินราคาจริงๆครับ ในราคาเพียง 2,799 บาท แต่มาพร้อมคุณภาพเสียงระดับ Hi-res รองรับ LDAC และจัดเต็มกับไดนามิกไดรเวอร์ชนาด 10 มม. รวมทั้งระบบตัดเสียงรบกวน ANC ลดเสียงรบกวนสูงสุด 42 dB นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน เมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ จะสามารถใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 28 ชั่วโมง และรองรับชาร์จไว ชาร์จเพียง 15 นาที แต่สามารถฟังเพลงได้ยาวนานถึง 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว

สเปคของ HUAWEI FreeBuds 5i
ขนาดเคสชาร์จ 48.2 มม. x 61.8 มม. x 26.9 มม. น้ำหนัก 33.9 กรัม
ขนาดหูฟัง 30.9 มม. x 21.7 มม. x 23.9 มม. น้ำหนัก 4.9 กรัม
ไดนามิกไดรเวอร์ชนาด 10 มม.
BT 5.2 (เชื่อมต่อได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์)
พอร์ต USB-C
แบตเตอรี่เคสชาร์จ 410 mAh
แบตเตอรี่หูฟัง (ต่อข้าง) 55 mAh
มาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP54
มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Nebula Black, Isle Blue และ Ceramic White

อุปกรณ์ในกล่อง
เคสชาร์จ และหูฟัง
จุกหูฟังซิลิโคน (สามขนาด)
สายชาร์จ USB-C
คู่มือและใบรับประกัน

ดีไซน์สวยสะดุดตา
HUAWEI FreeBuds 5i ออกแบบได้สวยสะดุดตา และมีเอกลักษณ์ของ HUAWEI อยู่อย่างเต็มที่ สำหรับสี Ceramic White ที่ส่งมาให้รีวิวมีผิวสัมผัสเงาวับ ตัวเคสและหูฟังมีน้ำหนักเบามากๆ ทำให้การสวมใส่มีความสบาย และด้วยความเป็นหูฟังแบบ In-Ear ทำให้สวมใส่ได้กระชับ และสบายหู ใส่นานๆก็ไม่รู้สึกเจ็บ ฝาพับมีความแข็งแรง ด้านหลังมีความเรียบแบนช่วยให้วางบนโต๊ะแล้วไม่กระดกหรือกลิ้งไปมา ด้านล่างมีพอร์ท USB-C ด้านหน้ามีไฟแสดงสถานะ และด้านข้างจะมีปุ่ม Connect สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์

ตัวก้านหูฟังมีขนาดที่สั้น และมีน้ำหนักเบสลงวถึง 11% ช่วยให้มีความเล็กกะทัดรัด และสวมใส่สบายยิ่งขึ้น เป็นอีกหนึ่งจุดขายเลยนะครับ ใส่สบายมากจริงๆ และมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน ANC ที่มีการนำ AI เข้ามาช่วยแยกแยะเสียงจากเสียงรบกวนรอบข้าง นอกจากนี้ยังรองรับมาตรฐานกันน้ำและฝุ่น IP54 ทำให้เหมาะกับการสวมใส่ออกกำลังกาย

การใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่น HUAWEI AI Life
เรื่องคุณภาพเสียง เป็นจุดเด่นสำคัญของ HUAWEI FreeBuds 5i เลยครับ โดยตัวหูฟังสามารถควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชั่น HUAWEI AI Life ซึ่งต้องดาวน์โหลดผ่าน HUAWEI APPGallery ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช้งานสมาร์ทโฟนจาก HUAWEI ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้นะครับ (ดาวน์โหลดที่เว็บของ HUAWEI ได้เลย)

ในแอปพลิเคชั่น AI Life เราสามารถดูข้อมูลแบตเตอรี่ของเคสชาร์จและหูฟังแต่ละข้าง, เช็คอุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมต่อหูฟังอยู่ (รองรับ 2 อุปกรณ์), รองรับระบบตั้งเสียงรบกวน ANC โดยเลือกได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ สบาย, ทั่วไป และสูงเป็นพิเศษ, สามารถเลือกระดับความสำคัญของคุณภาพเสียง และเลือกปรับแต่ EQ ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ค่าเริ่มต้น, เพิ่มเสียงเบส และเพิ่มเสียงแหลม (ไม่มีให้เลือกปรับแต่งด้วยตนเอง), ทดสอบความพอดีของจุกหูฟัง, ค้นหาหูฟังเวลาที่หล่นหาย, สามารถอัพเดต FW ได้, ตั้งค่าการตรวจจับการสวมใส่ และการเปิดทำงานของค่า Latency

การควบคุมการทำงานของชุดหูฟัง HUAWEI FreeBuds 5i จะเป็นระบบสัมผัส มีรายละเอียดในการควบคุมดังนี้ครับ
แตะ 2 ครั้ง เล่น/หยุดเล่น และ รับสาย/วางสาย
กดค้างใว้ ปฏิเสธสายโทรเข้า และ เปิด/ปิด ANC
ปัดขึ้น-ลง ปรับระดับเสียง

คุณภาพเสียงที่เกินราคา
HUAWEI FreeBuds 5i มาพร้อมกับไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 10 มม. รองรับแปลงสัญญาณเสียง LDAC HD audio codec สำหรับหูฟัง TWS ในช่วงราคานี้มีไม่มากนะครับ ที่จะรองรับคุณภาพเสียงระดับ Hi-res ตอบสนองความถี่ที่กว้างขึ้นถึง 40,000 Hz และไม่สูญเสียรายละเอียดของแหล่งเสียง HD จะเห็นว่าสเปคนั้นจัดเต็มมาอย่างเกินราคาเลยครับ โดยส่วนตัวจากการทดสอบ ผมประทับใจในรายละเอียดของเสียงมากนะครับ ลูกละเอียดมาเต็ม ความกว้างของเสียงโอบล้อมดีมาก เบสก็สนุกแม้จะมีออกบวมๆบ้างแต่ผมว่าเล็กน้อยครับ ยิ่งกับราคาเปิดตัว 2,799 บาท ผมว่านี่มันสุดคุ้มแล้วละครับ หาคู่เปรียบยากมากๆในงบประมาณนี้

 HUAWEI FreeBuds 5i เป็นหูฟัง TWS ที่ครบเครื่องครับ ทั้งเรื่องดีไซน์ที่สวยงามและดูดี น้ำหนักเบาใส่สบาย คุณภาพเสียงดีมากในช่วงราคานี้ และมาพร้อมระบบ ANC ลดเสียงรบกวนสูงสุด 42 dB ที่น่าประทับใจ แถมยังใช้งานได้อย่างยาว แบตเตอรี่ลดช้ามากครับ รวมทั้งยังมีค่า Latency ที่ต่ำ เหมาะกับการเล่นเกม เสียงเที่ยงตรงไม่ดีเลย์

HUAWEI FreeBuds 5i ราคาต่ำสุดเพียง 1,418 บาท จากราคาปกติ 2,799 บาท สำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่สั่งซื้อที่ร้านค้าอย่างเป็นทางการของหัวเว่ยบน Shopee รับฟรี
HUAWEI Band 4 มูลค่า 999 บาท (เฉพาะท่านแรกเท่านั้น)
กระเป๋า Canvas Bag มูลค่า 790 บาท
HUAWEI Cloud 200GB ฟรี 3 เดือน มูลค่า 297 บาท
ร่ม HUAWEI มูลค่า 290 รวมมูลค่า 2,476 บาท

8
โปรแกรมหมอประจำบ้านอัจริยะ: สำลักอาหารหรือสิ่งแปลกปลอม (Choking/Foreign body aspiration)

1. เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการสำลักอาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ ถ้ายังไอได้แรง ๆ พูดได้ และหายใจเป็นปกติ ซึ่งเป็นภาวะที่ยังไม่มีอันตรายร้ายแรง ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที โดยไม่ต้องทำอะไร อย่าพยายามให้ความช่วยเหลือใด ๆ (เช่น ใช้นิ้วล้วงคอเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก) เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่ลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นอันตรายได้

ระหว่างนั้นกระตุ้นบอกให้ผู้ป่วยไอไปเรื่อย ๆ อาจช่วยให้สิ่งที่สำลักหลุดออกมาได้ แม้ว่าหลุดออกมาแล้วก็ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อตรวจดูว่ามีสิ่งแปลกปลอมตกลงไปในหลอมลมหรือมีภาวะแทรกซ้อนอะไรหรือไม่

2. ถ้าพบว่าผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่ได้ หน้าเขียว ตัวเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ร้องไม่มีเสียง แสดงท่าใช้มือกุมที่ลำคอ แสดงว่ามีการอุดกั้นทางเดินหายใจรุนแรง ให้รีบช่วยชีวิตด้วยการลงมือทำการปฐมพยาบาลทันทีพร้อม ๆ กับให้คนช่วยโทรแจ้งหน่วยรับเหตุฉุกเฉิน (โทร.191 หรือ 1669)

3. หลังจากแพทย์ให้การรักษาและกลับมาอยู่ที่บ้าน ควรดูแลรักษาและปฏิบัติตามที่แพทย์แนะนำ ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด หากมีอาการผิดปกติ (เช่น ไข้ ไอมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก หายใจหอบเหนื่อย เป็นต้น) หรือสงสัยเกิดอาการแพ้ยา (เช่น เป็นลมพิษ ผื่นคัน) ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด

การปฐมพยาบาลผู้ที่มีภาวะฉุกเฉินจากการสำลัก

เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการสำลักอาหาร หรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ ถ้ายังไอได้แรง ๆ พูดได้ และหายใจเป็นปกติ ไม่ต้องทำอะไร แต่ควรรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ทันที อย่าพยายามให้ความช่วยเหลือใด ๆ (เช่น ใช้นิ้วล้วงคอเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก) เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่ลงไปอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นอันตรายได้

ถ้าผู้ป่วยมีอาการหายใจไม่ได้ หน้าเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ร้องไม่ออก ควรรีบให้ความช่วยเหลือดังนี้

1. กรณีที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี

ก. ผู้ใหญ่และเด็กโต ใช้วิธี "รัดท้องอัดยอดอก (Heimlich maneuver หรือ abdominal thrust)" โดย

(1) ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วย ใช้แขน 2 ข้างโอบรอบเอวผู้ป่วย

(2) ผู้ช่วยเหลือใช้มือข้างที่ไม่ถนัดกำหมัด โดยเก็บนิ้วหัวแม่มือไว้ในกำปั้น แล้ววางกำปั้นไว้เหนือสะดือ (อยู่ใต้กระดูกอ่อน "ลิ้นปี่") ของผู้ป่วย โดยให้ด้านหัวแม่มืออยู่ติดกับหน้าท้องผู้ป่วย

(3) ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างที่ถนัดจับมือที่กำหมัดไว้แล้ว จากนั้นผู้ช่วยเหลือรัดกระตุกแขนทั้งสองข้างเข้าหาลำตัว ทำการอัดมือที่กำหมัดไว้เข้าท้องแรงๆ เร็ว ๆ ในลักษณะเฉียงขึ้นไปข้างบนเพื่อเข้าไปในอก (ทำคล้ายกับจะพยายามยกตัวผู้ป่วยขึ้น)

(4) อัดหมัดเข้าท้องซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน จำนวน 5 ครั้ง ต่อหนึ่งยก ทำไปเรื่อย ๆ (ยกละ 5 ครั้ง) จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา ถ้าไม่หลุดและผู้ป่วยหมดสติ ให้การช่วยเหลือดัง "ข้อ 2 กรณีผู้ป่วยหมดสติ"

หมายเหตุ : สำหรับคนอ้วน ลงพุง หรือหญิงตั้งครรภ์ ให้ทำการช่วยเหลือคล้าย ๆ กัน แต่ควรวางมือตรงตำแหน่งที่สูงกว่าคนทั่วไป คือวางตรงลิ้นปี่ และอัดหมัดเข้ายอดอกแทน

กรณีอยู่ตามลำพัง ไม่มีผู้ช่วยเหลือ ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเอง โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนี้

วิธีที่ 1

(1) กำหมัดข้างหนึ่งโดยเก็บนิ้วหัวแม่มือไว้ในกำปั้น แล้ววางกำปั้นไว้เหนือสะดือ โดยให้ด้านหัวแม่มืออยู่ติดกับหน้าท้อง (ภาพที่ 3)

(2) ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วก้มตัวให้มือที่วางไว้หน้าท้องนั้นกระทบขอบแข็ง ๆ ที่สามารถดันมือเข้าในท้องได้แรง ๆ (เช่น ขอบโต๊ะ ขอบเคาน์เตอร์ พนักพิงเก้าอี้ ขอบอ่างล้างมือ)

(3) หลังจากนั้น ก้มตัวลงแรง ๆ เพื่อกระแทกหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันเฉียงขึ้นข้างบน ทำซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา

 กระแทกหน้าท้องเข้ากับขอบแข็ง ๆ (เช่น ขอบโต๊ะ พนักพิงเก้าอี้) ทำซ้ำ ๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา (ภาพที่ 4)

 ข. สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ทำการช่วยเหลือ ดังนี้

(1) จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย

(2) ใช้ฝ่ามือตบลงตรงกลางหลังของทารก (ระหว่างกลางของสะบัก 2 ข้าง) เร็ว ๆ 5 ครั้ง (ภาพที่ 5)

(3) ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางวางบนกระดูกลิ้นปี่ แล้วกดหน้าอกลง (สักครึ่งถึง 1 นิ้ว) เร็ว ๆ 5 ครั้ง (ภาพที่ 6)

(4) ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการ "ตบหลัง" 5 ครั้ง สลับกับ "กดหน้าอก" 5 ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุด (ถ้าหมดสติก็ให้การช่วยเหลือดัง "ข้อ 2 กรณีผู้ป่วยหมดสติ")

 2. กรณีผู้ป่วยหมดสติ (ไม่รู้สึกตัว) ให้ทำการช่วยเหลือดังนี้

(1) จับผู้ป่วยนอนหงายลงบนพื้น

(2) เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง โดยใช้มือยกคางขึ้นและกดศีรษะลง (ภาพที่ 7)

(3) ตรวจในช่องปาก ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ เขี่ยและเกี่ยวออกมา แต่ต้องระวังอย่าทำแรงหรือลึกเกินไป เพราะอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดลึกเข้าไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมักเกิดกับเด็กเล็ก (ภาพที่ 8)

ถ้าสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึกเกินไป หรือมองสิ่งแปลกปลอมไม่เห็น ห้ามใช้นิ้วล้วง เพราะจะเกิดอันตรายได้

(4) ให้ทำการช่วยหายใจโดยการเป่าปาก 2 ครั้ง ครั้งละ 1 วินาทีครึ่ง (ภาพที่ 9)

 (5) ทำการรัดท้องอัดยอดอก 6-10 ครั้ง ในท่านอนหงาย (สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุมากกว่า 1 ปี) (ภาพที่ 10) หรือทำการตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับกดหน้าอก 5 ครั้ง (สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี) ทำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุด หรือผู้ป่วยหายใจเองได้

 (6) ตรวจดูช่องปาก ทำการเขี่ยและเกี่ยวสิ่งแปลกปลอมออกตามข้อ (3)

(7) ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่ออก หรือผู้ป่วยยังหายใจไม่ได้ ให้ทำตามข้อ (4) ถึง (6) ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล

(8) ในกรณีที่หัวใจหยุดเต้น (คลำชีพจรไม่ได้) ให้ทำการเป่าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึงโรงพยาบาล การนวดหัวใจโดยการกดหน้าอก (ภาพที่ 11) อาจช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาได้ อย่าลืมคอยตรวจเช็กตามข้อ (3) เป็นระยะ

9
จัดฟันบางนา: ใส่ฟันปลอม ระหว่างการ จัดฟันแบบใส invisalign ได้หรือไม่ !

การใส่ฟันปลอม เป็นการแก้ปัญหาการสูญเสียฟันธรรมชาติไป ซึ่งในปัจจุบันมีการฝังรากฟันเทียม เข้ามาช่วยในการทดแทนฟันธรรมชาติ ซึ่งการฝังรากฟันเทียมก็ได้รับความนิยมมาก เพราะสะดวกสบายกว่าใส่ฟันปลอม เพราะดูเป็นธรรมชาติและสวยงามกว่า ทั้งนี้หลายคนอาจจะมีคำถามว่า หากใส่ฟันปลอมอยู่ สามารถเข้ารับการจัดฟันแบบใส invisalign ได้หรือไม่ ตอยเลยว่า ได้

เพราะการ จัดฟันแบบใส invisalign สามารถเติมฟันซี่ที่สูญเสียฟันลงใน invisalign ได้ โดยทางผู้ผลิตจะดีไซน์เครื่องมือการจัดฟันแบบใส invisalign เป็นรูปร่างของฟันขึ้นมาในตำแหน่งฟันที่หายไป และทันตแพทย์จะใส่วัสดุลงไปแทนที่ฟันซี่นั้น ทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันมีรอยยิ้มที่สวยงาม สดใส ปราศจากข้อกังวลใดๆ ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยในเรื่องของการจัดฟันได้มากเลยทีเดียว

หากผู้ที่ใส่ฟันปลอม มีความต้องการที่จะเข้ารับการจัดฟันแบบใส invisalign สามารถเข้าปรึกษาทันตแพทย์ของทางคลีนิคได้ เรามีทีมทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดฟัน มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ทั้งยังได้รับการรองรับจากสถาบันอเมิรกา ให้ทำการจัดฟันแบบใส invisalign จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ผู้เข้ารับการจัดฟันจะได้รับว่า จะทำให้คุณกลับมามีรอยยิ้มที่สวงยงามอย่างแน่นอน

10
สร้างรายได้ ด้วยการขายผัดกะเพรากุนเชียง อาหารตามสั่งจานเด็ด รสเผ็ดหวานกลมกล่อม หอมกลิ่นใบกะเพรา

เมื่อพูดถึงอาหารริมทางของไทย หนึ่งในเมนูยอดนิยมและชื่นชอบมากที่สุดคือผัดกะเพราข้าว อาหารจานนี้ทำด้วยหมูสับ ไก่ หรืออาหารทะเล แบบดั้งเดิม ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติที่เข้มข้นของกระเทียม พริกและกะเพรา อย่างไรก็ตามกะเพรากุนเชียงเป็นอีกหนึ่งเมนูที่สร้างสรรค์และอร่อย เสิร์ฟพร้อมไข่ดาว ข้าวกะเพรากุนเชียงไข่ดาวเป็นเมนูอาหารตามสั่งยอดนิยมที่หารับประทานได้ง่าย

มีรสชาติอร่อยจัดจ้าน และมีส่วนผสมหลักดังนี้:

อะไรที่ทำให้จานนี้พิเศษ?
ผัดกะเพราเวอร์ชั่นนี้ ใช้ กุนเชียง (กุนเชียง)แทนโปรตีนปกติซึ่งมีรสหวานและหอมกลิ่นควันเล็กน้อย เมื่อผัดกับพริก กระเทียม และโหระพา กุนเชียงจะดูดซับกลิ่นหอมและเพิ่มความหวานที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อสมดุลกับความเผ็ดของจานนี้

วัตถุดิบ:
ข้าวหอมมะลินึ่ง 1 ถ้วย
กุนเชียง 1-2 อัน หั่นเป็นแว่น
กระเทียมสับ 2-3 กลีบ
พริกขี้หนูสับ 2-3 เม็ด (ปรับความเผ็ดได้ตามชอบ)
ใบโหระพา 1/2 ถ้วย
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนชา
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
น้ำตาล 1/2 ช้อนชา
น้ำมันปรุงอาหาร 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ 1 ฟอง(สำหรับทอดไข่)

วิธีการเตรียมตัว:
เตรียมไส้กรอกจีน – หั่นไส้กรอกเป็นชิ้นบาง ๆ แล้วทอดในกระทะจนหอม ยกออกจากกระทะแล้วพักไว้
วิธีผัด – ในกระทะเดียวกัน ใส่น้ำมันเพิ่มอีกเล็กน้อย ผัดกระเทียมสับและพริกจนมีกลิ่นหอม
ใส่ไส้กรอกกลับลงไป – ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้วปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม น้ำปลา ซีอิ๊ว และน้ำตาลเล็กน้อย
ใส่โหระพา – ปิดไฟแล้วใส่ใบโหระพาลงไปทันทีเพื่อคงรสชาติสดใหม่
ทอดไข่ – ทอดไข่ในกระทะอีกใบจนขอบกรอบแต่ไข่แดงยังคงเยิ้มอยู่
เสิร์ฟ – วางผัดกะเพราและไส้กรอกลงบนจานข้าวหอมมะลิร้อนๆ โรยด้วยไข่ดาวกรอบ

ทำไมคุณถึงควรลอง?
ความสมดุลของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ – ความหวานของไส้กรอกจีนตัดกับผัดโหระพากระเทียมรสเผ็ดได้อย่างลงตัว
รวดเร็วและง่ายดาย – สามารถทำอาหารจานนี้ในเวลาไม่ถึง 15 นาที ทำให้เป็นมื้ออาหารที่สมบูรณ์แบบสำหรับวันยุ่งๆ
ปรับแต่งได้ – คุณสามารถปรับระดับความเผ็ด เพิ่มผัก หรือแม้แต่เปลี่ยนไส้กรอกจีนเป็นโปรตีนชนิดอื่นได้
หากคุณเป็นแฟนของอาหารริมทางของไทยและชอบลองอาหารรูปแบบใหม่ๆผัดกะเพราใส่กุนเชียงและไข่ดาวเป็นเมนูที่ต้องลอง นับเป็นการพลิกแพลงอาหารคลาสสิกที่ผสมผสานรสชาติหวาน เผ็ด และเผ็ดร้อนในทุกคำ รับรองว่าอร่อยถูกปาก



11
สินเชื่อรีไฟแนนซ์: ติดแบล็คลิส ขอสินเชื่อเงินสดดอกเบี้ยต่ำได้มั้ย

คงไม่มีใครอยากมีหนี้สะสมจนติดแบล็คลิสหรือติดเครดิตบูโรหรอกนะคะ เพราะจะส่งผลต่อประวัติการเงินของเราไปอีกนาน แม้จะปิดหนี้นั้นได้แล้ว ก็ต้องรออีกหลายปีกว่าข้อมูลจะถูกอัปเดต สำหรับคนที่กำลังวางแผนจะขอสินเชื่อ จะเลือกยังไงให้กู้ผ่าน เลือกสินเชื่อเงินสดดอกเบี้ยต่ำจะกู้ผ่านมั้ย จะจัดการกับเครดิตบูโรเบื้องต้นยังได้บ้าง ไปทำความเข้าใจกันดีกว่าค่ะ

สินเชื่อเงินสดดอกเบี้ยต่ำ

ติดเครติดบูโร ขอสินเชื่อได้ยากหรือง่าย
"ยาก" เพราะธนาคารจะพิจารณาว่าเรามีหนี้สินเยอะเกินไป ซึ่งส่งผลให้เห็นว่าเราไม่สามารถชำระหนี้ได้นั่นเอง แต่หลายๆ ธนาคารก็มีเคล็ดลับสำหรับคนที่ติดเครดิตบูโร แต่มีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อนะคะ ว่าสามารถเข้าไปคุยกับธนาคารก่อน หรือลองทำตามเคล็ดลับ ดังนี้
 
1. รวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียว
รวมหนี้บัตรเครดิต และหนี้อื่นๆ ไปจนถึงหนี้นอกระบบ ไว้เป็นก้อนเดียวแล้วนำไปขอสินเชื่อเพื่อการรวมหนี้ ซึ่งหากเราเหลือยอดหนี้ที่เป็นก้อนเดียว ก็สามารถปิดหนี้ได้เร็วและเป็นระบบมากขึ้น และเมื่อยื่นขอสินเชื่อใหม่ก็มีโอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อง่ายกว่านั่นเองค่ะ
 
2. ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ
เราสามารถนำสินทรัพย์ที่ใช้ได้อย่างเช่น บ้าน, ที่ดิน, บัญชีเงินฝาก ฯลฯ มาใช้ค้ำประกัน และการใช้หลักทรัพย์มาค้ำประกันก็ช่วยเพิ่มคะแนนหให้ธนาคารพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น
 
3. หาคนมากู้ร่วม
การกู้ร่วมกันย่อมมีเครดิตที่ดีกว่าคนเดียวอยู่แล้ว แต่การกู้ร่วมจะสามารถกู้ร่วมได้กับคนในครอบครัวเดียวกันเท่านั้น เช่น พ่อแม่, สามีภรรยา, พี่น้องครอบครัวเดียวกัน เป็นต้น
 
วิธีจัดการเครดิตบูโรก่อนขอสินเชื่อ
1. ปิดหนี้เก่า
การติดเครดิตบูโรก็คือการที่เราค้างชำระหนี้นั่นเอง วิธีแก้ไขก็คือชำระหนี้เดิมให้หมด เริ่มจากการขอพักชำระหนี้ และชำระหนี้ไปเรื่อยๆ จนหมด และปิดบัญชีให้เรียบร้อยนั่นเอง
 
2. สร้างสถานะเครดิตบูโรใหม่
เมื่อปิดหนี้เก่าแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการสร้างความน่าเชื่อถือขึ้นมาใหม่ อาจเริ่มจากการทำบัตรเครดิต แล้วผ่อนชำระให้ตรงเวลาเสมอ ก็เป็นการค่อย ๆ สร้างประวัติการชำระหนี้ให้ดีขึ้นมาได้
 
3. เมื่อติดเครบูโรแล้ว จะมีระยะเวลารอคอย
เมื่อปิดหนี้เก่า และสร้างประวัติใหม่ให้ดีกว่าเดิมแล้ว ก็ยังไม่สามารถยื่นขอสินเชื่อบ้านกับธนาคารได้ทันทีนะคะ ต้องเว้นระยะไปประมาณ 3 ปี แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละธนาคารด้วยค่ะ
 
สรุปแล้ว... คนที่ติดเครดิตบูโรก็สามารถยื่นขอสินเชื่อได้นะคะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคารด้วย ทางที่ดีคือและสามารถป้องกันได้ก่อนติดเครดิตบูโรก็คือ มีวินัยในการใช้เงินและชำระหนี้ให้ตรงเวลานะคะ

12
พูดคุยเรื่องทั่วไป / หมอประจำบ้าน: โรคลมร้อน (Heat stroke)
« เมื่อ: วันที่ 27 มีนาคม 2025, 14:52:43 น. »
หมอประจำบ้าน: โรคลมร้อน (Heat stroke)

โรคลมร้อน (โรคลมแดด ฮีตสโตรก ก็เรียก) เป็นภาวะการเจ็บป่วยฉุกเฉินร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายสูญเสียกลไกปรับอุณหภูมิ* ไม่สามารถกำจัดความร้อน เป็นเหตุให้มีการสะสมความร้อนภายในร่างกายสูงมากจนส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ ทำหน้าที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง หัวใจ ตับและไต ซึ่งอาจมีอันตรายถึงเสียชีวิต มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับคลื่นความร้อน (ซึ่งเกิดขึ้นในฤดูร้อน) หรือออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน

โรคนี้พบได้ในคนทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ปี) ผู้สูงอายุ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอายุมากกว่า 65 ปี) คนอ้วน ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน โรคหลอดเลือดสมอง พาร์กินสัน เป็นต้น) ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหรือโรคพิษสุราเรื้อรัง ผู้ที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือขาดการออกกำลังกาย

นอกจากนี้ ผู้ที่กินยาบางชนิดที่ขัดขวางกลไกการกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย (เช่น ยารักษาโรคจิตประสาท ยาแก้แพ้ ยาที่ออกฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นบีตา เป็นต้น) ผู้ที่เสพยา (โคเคน แอมเฟตามีน) ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้มากขึ้น

*ร่างกายของคนเราจะปรับอุณหภูมิให้อยู่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) อยู่ตลอดเวลา ถ้าร่างกายมีการสะสมความร้อนมาก (เช่น การเผาผลาญอาหาร การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อร่างกาย) ก็จะกำจัดความร้อนออกจากร่างกายโดยการแผ่รังสี (ความร้อนจะกระจายออกจากร่างกายที่ร้อนกว่าไปยังอากาศภายนอกที่เย็นกว่า แต่ถ้าอากาศภายนอกร้อนเกิน 35 องศาเซลเซียส หรือร้อนกว่าร่างกาย ร่างกายก็ไม่สามารถแผ่รังสีความร้อนออกไปข้างนอก) และระบายออกทางเหงื่อ (จะเกิดขึ้นเมื่ออากาศภายนอกร้อนกว่าร่างกาย หรือขณะออกกำลังกาย แต่ถ้าอากาศภายนอกมีความชื้นสูง ก็จะทำให้การระบายความร้อนออกทางเหงื่อด้อยประสิทธิผลลงไป) ดังนั้นการกำจัดความร้อนของร่างกายจะเป็นไปได้ยากเมื่ออยู่ในอากาศที่ร้อนและชื้น

สาเหตุ

1. เกิดจากการเผชิญกับอากาศร้อน เช่น การเกิดคลื่นความร้อน (คือ อุณหภูมิสูงผิดปกติอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์*) อาจทำให้เกิดโรคลมร้อนหรือฮีตสโตรกในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ร่างกายอ่อนแอจากภาวะการเจ็บป่วยซึ่งอยู่ในห้องที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือการถ่ายเทอากาศไม่ดี

2. เกิดจากการออกกำลังกายหรือทำงานใช้แรงกายอย่างหนักท่ามกลางอากาศร้อนและชื้น ในที่กลางแดด หรือในห้องที่ร้อนและปิดมิดชิด ร่างกายจะสร้างความร้อนมากเกินกว่าที่สามารถกำจัดออกไปได้ มักพบในนักกีฬา นักวิ่งมาราธอน นักปั่นจักรยานทางไกล นักขับรถแข่ง ทหาร (ที่ฝึกอยู่กลางแดด) คนงานก่อสร้าง เกษตรกร คนเร่ร่อน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีอายุไม่มาก

3. ในเด็กเล็กที่ติดอยู่ในรถยนต์ที่ปิดประตูหน้าต่างอยู่กลางแดดเปรี้ยง ก็อาจได้รับอันตรายจากความร้อนร่วมกับภาวะขาดอากาศหายใจ

สาเหตุเหล่านี้ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดความร้อน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใส่เสื้อผ้าที่หนา รัดรูป หรือไม่สามารถระบายความร้อนได้ ร่างกายมีภาวะขาดน้ำ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลส่งเสริมให้ร่างกายสูญเสียกลไกปรับอุณหภูมิมากยิ่งขึ้น) ทำให้มีอุณหภูมิแกน (core temperature โดยการวัดทางทวารหนัก) ขึ้นสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป ความร้อนจะทำให้อวัยวะต่าง ๆ ถูกทำลายจนทำหน้าที่ผิดปกติไป และเกิดปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกาย ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรง

*คลื่นความร้อน (heat waves) คือปรากฏการณ์ที่เกิดจากอากาศร้อนจัดสะสมอยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งในแผ่นดิน หรือพัดพามากับกระแสลมแรงจากทะเลทราย เกิดเป็นคลื่นความร้อน ทำให้เกิดความแปรปรวนของความร้อนในอากาศ อุณหภูมิสูงผิดปกติอยู่เป็นเวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์

ดัชนีค่าความร้อนขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์ของแต่ละประเทศและแต่ละภูมิภาค สำหรับประเทศไทยกำหนดเกณฑ์ว่า อากาศร้อนมีอุณหภูมิระหว่าง 35-39.9 องศาเซลเซียส และอากาศร้อนจัดมีอุณหภูมิตั้งแต่ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

องค์การอนามัยโลก รายงานว่า ระหว่างปี 2541-2560 ทั่วโลกมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคลมร้อนจากคลื่นความร้อนมากกว่า 166,000 ราย (ซึ่งพบในประเทศในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และอินเดียเป็นส่วนใหญ่) เฉพาะในปี 2546 คลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในประเทศทางยุโรป ทำให้มีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้กว่า 70,000 ราย

จากรายงานของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี 2558-2562 พบผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อนทุกปี (ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม) จำนวน 56, 60, 24 ,18 และ 57 รายตามลำดับ

อาการ

ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงจัด ร่วมกับอาการทางสมอง (เช่น เดินเซ สับสน พฤติกรรมแปลก ๆ ประสาทหลอน เพ้อคลั่ง ชัก หมดสติ) และมีประวัติเผชิญคลื่นความร้อน ออกกำลังหรือใช้แรงกายในที่ที่อากาศร้อน หรือติดอยู่ในรถยนต์ที่จอดอยู่กลางแดดร้อนนาน ๆ

ก่อนมีอาการทางสมองนับเป็นนาที ๆ ถึงชั่วโมง ๆ ผู้ป่วยมักมีอาการอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ปวดศีรษะแบบตุบ ๆ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว กระสับกระส่าย ใจเต้นเร็ว หายใจตื้นและเร็ว เป็นต้น


ภาวะแทรกซ้อน

มีผลกระทบต่ออวัยวะแทบทุกส่วน เกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

    หัวใจ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ เลือดออกใต้เยื่อบุหัวใจ (subendocardial hemorrhage)
    ปอด ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) ปอดอักเสบจากการสำลัก (aspiration pneumonia) ภาวะเลือดเป็นด่าง (respiration alkalosis) กลุ่มอาการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (acute respiratory distress syndrome/ARDS)
    ไต ไตวายเฉียบพลัน
    เลือด ภาวะผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด (ทำให้มีเลือดออกง่าย) ภาวะเลือดจับเป็นลิ่มทั่วร่างกาย (DIC)
    กล้ามเนื้อ เซลล์กล้ามเนื้อถูกทำลาย (rhabdomyolysis) มีอาการปวดกล้ามเนื้อ ปัสสาวะสีดำหรือสีโคล่า
    สมอง อัมพาตครึ่งซีก หมดสติ ความจำเสื่อม บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง เดินเซ ชัก
    ตับ ดีซ่าน เซลล์ตับตาย (hepatocellular necrosis) ตับวาย
    อิเล็กโทรไลต์ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำหรือสูง ภาวะเเคลเซียมในเลือดต่ำ ภาวะโซเดียมในเลือดสูง ภาวะเลือดเป็นกรดจากกรดแล็กติก (lactic acidosis) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะยูริกในเลือดสูง


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งมีสิ่งตรวจพบดังนี้

ไข้ (วัดทางทวารหนัก) มากกว่า 40 องศาเซลเซียส (บางรายอาจสูงถึง 47 องศาเซลเซียส) แต่ถ้ามีการปฐมพยาบาลด้วยการลดอุณหภูมิร่างกายมาก่อนก็อาจตรวจไม่พบไข้หรือไข้ไม่สูงมาก

มีอาการหน้าแดง ผิวหนังออกร้อน ในกลุ่มที่เกิดจากคลื่นความร้อนอาจพบผิวหนังแห้ง ไม่มีเหงื่อ ส่วนในกลุ่มที่ออกกำลังกายมากอาจพบผิวหนังแห้งหรือมีเหงื่อออกเล็กน้อยก็ได้

ชีพจรเต้นเบาและเร็ว หายใจตื้นและเร็ว

ความดันโลหิตอาจสูงหรือต่ำ หรือแรงชีพจร (pulse pressure) กว้าง (ความดันช่วงล่างหรือไดแอสโตลีต่ำ)

อาจตรวจพบภาวะแทรกซ้อนของระบบอวัยวะต่าง ๆ เช่น ชัก หมดสติ เพ้อคลั่ง พฤติกรรมแปลก ๆ เดินเซ รูม่านตาโตทั้ง 2 ข้างและไม่มีปฏิกิริยาต่อแสง จ้ำเขียวตามตัว ถ่ายเป็นเลือด ไอเป็นเลือด ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย

อาจพบกล้ามเนื้อเป็นตะคริว (เป็นก้อนเกร็งแข็ง) หรืออ่อนปวกเปียก

แพทย์จะทำการตรวจพิเศษ เช่น ตรวจเลือด ปัสสาวะ เอกซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เจาะหลังนำน้ำไขสันหลังมาตรวจ เป็นต้น เพื่อประเมินอาการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ รวมทั้งตรวจหาสาเหตุอื่น ๆ ที่มีอาการคล้ายกับโรคนี้


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาล และให้การรักษา ดังนี้

    ทำการแก้ไขภาวะฉุกเฉินเกี่ยวกับการหายใจ (เช่น ให้ออกซิเจน ใช้เครื่องช่วยหายใจ) ให้สารน้ำ (normal saline หรือ lactate ringer’s solution) ทางหลอดเลือดดำ
    รีบทำการลดอุณหภูมิร่างกายโดยเร็ว วิธีที่นิยมใช้กัน ได้แก่ การแช่ตัวผู้ป่วยในอ่างน้ำที่ผสมน้ำแข็ง ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิร่างกายได้ดีกว่าวิธีอื่น และมักใช้เป็นวิธีแรกในการลดอุณหภูมิร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เกิดจากการออกกำลังกายหรือทำงานใช้แรงกายอย่างหนักท่ามกลางอากาศร้อน*

ส่วนวิธีอื่นที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า ได้แก่ การพ่นฝอยละอองน้ำเย็น (ประมาณ 15 องศาเซลเซียส) ตามผิวกายของผู้ป่วยจนทั่วและใช้พัดลมขนาดใหญ่เป่า, การวางถุงน้ำแข็งตามศีรษะ คอ รักแร้ เเละขาหนีบ

บางกรณีแพทย์อาจใช้วิธีให้สารน้ำที่เย็นทางหลอดเลือดดำ บางรายอาจใช้วิธีสวนล้างกระเพาะอาหารหรือทวารหนักด้วยน้ำเย็น และในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจใช้วิธีสวนล้างช่องท้องด้วยน้ำย็น

แพทย์จะทำการติดตามวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก พยายามทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงมาที่ประมาณ 39 องศาเซลเซียส และจะไม่ทำการลดให้ต่ำกว่า 39 องศาเซลเซียส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายลดลงต่ำเกินไป (over hypothermia)*

    ทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เพื่อประเมินอาการและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ แล้วทำการแก้ไขภาวะผิดปกติตามที่ตรวจพบ
    หลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ (นอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น แอสไพรินส่งเสริมให้เลือดออก พาราเซตามอลอาจมีพิษต่อตับ) และยาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้ เช่น ยาที่ออกฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก
    ถ้ามีอาการหนาวสั่น ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายเพิ่มขึ้น แพทย์จะบรรเทาอาการหนาวสั่นโดยให้ยาที่ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวลง เช่น กลุ่มยาเบนโซไดอะซีพีน (benzodiazepine เช่น ลอราซีแพม ไมดาโซแลม)

ผลการรักษา ขึ้นกับความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นก่อนมาถึงโรงพยาบาล ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้องได้เร็ว ก็มีโอกาสรอดชีวิตถึงร้อยละ 90

แต่ถ้าปล่อยให้มีอาการนานเกิน 2 ชั่วโมงจึงได้รับการรักษา มีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 70


บางรายเมื่อรักษาจนฟื้นตัวดีแล้ว อาจมีอุณหภูมิแกว่งขึ้นลงอยู่นานนับสัปดาห์

บางรายอาการทางสมองอาจหายไม่สนิท มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป ท่าทางงุ่มง่าม หรือกล้ามเนื้อทำงานประสานกันไม่ดี


การดูแลตนเอง

หากเผชิญคลื่นความร้อน หรือออกกำลังหรือใช้แรงกายในที่กลางแดดหรือที่อากาศร้อน หรือติดอยู่ในรถที่จอดอยู่กลางแดดร้อนนาน ๆ แล้วมีอาการตัวร้อน ปวดศีรษะแบบตุบๆ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการทางสมอง (เช่น เดินเซ สับสน พฤติกรรมแปลก ๆ ประสาทหลอน เพ้อคลั่ง ชัก หรือหมดสติ) ควรทำการปฐมพยาบาลและนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล


การปฐมพยาบาล

เมื่อพบผู้ป่วยมีไข้สูง ร่วมกับอาการทางสมอง และมีประวัติถูกคลื่นความร้อน ออกกำลังหรือใช้แรงกายในที่ร้อน ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด่วน

ก่อนนำส่งโรงพยาบาล ควรให้การปฐมพยาบาล ดังนี้

    พาผู้ป่วยหลบเข้าที่ร่ม ในรถปรับอากาศ ห้องที่มีความเย็นหรือห้องแอร์
    ถอดเสื้อผ้าให้เหลือเท่าที่จำเป็น
    ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ใช้พัดลมเป่า วางถุงใส่น้ำแข็งไว้ตามหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ
    ถ้าผู้ป่วยรู้สึกตัวดีให้ดื่มน้ำเย็น เพื่อลดอุณหภูมิในร่างกาย
    ถ้าผู้ป่วยหมดสติ จับศีรษะหันให้หน้าเอียงไปทางข้างใดข้างหนึ่ง (เพื่อป้องกันการสำลัก) และให้การปฐมพยาบาลอาการหมดสติเพิ่มเติม ดังนี้

- ใช้นิ้วล้วงเอาอาเจียน เสมหะ ฟันปลอม สิ่งแปลกปลอมออกจากปากของผู้ป่วย

- ห้ามให้ผู้ป่วยกินหรือดื่มอะไรทางปาก

- ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้น

- ให้ทำการกู้ชีวิต (ดูหัวข้อ "CPR")

   
ถ้ามีอาการชักร่วมด้วย ให้การปฐมพยาบาลอาการชักเพิ่มเติม ดังนี้

- ป้องกันอันตรายหรือการบาดเจ็บ โดยให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในพื้นที่โล่งและปลอดภัย ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือระเกะระกะอยู่ข้างกาย

- ถ้ามีเศษอาหาร เสมหะ หรือฟันปลอม ให้นำออกจากปาก ถ้าผู้ป่วยใส่แว่นตาควรถอดออก

- อย่าใช้วัตถุ (เช่น ไม้ ด้ามช้อน ปากกา ดินสอ) สอดใส่ปากผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้กัดลิ้น เพราะนอกจากไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจทำให้ปากและฟันได้รับบาดเจ็บได้

- อย่าผูกหรือมัดตัวผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยบาดเจ็บได้

- อย่าให้ผู้ป่วยกินอะไรระหว่างชักหรือหลังชักใหม่ ๆ อาจทำให้ผู้ป่วยสำลักได้

    นำส่งโรงพยาบาลโดยรถปรับอากาศ หรือเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท


การป้องกัน

ในการป้องกันอันตรายจากความร้อน (อากาศร้อน) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิดหรือเป็นโรคประจำตัว ควรปฏิบัติดังนี้

1. หลีกเลี่ยงการออกกำลังหรือใช้แรงกายในที่ที่อากาศร้อนและชื้น

2. ถ้าจำเป็นต้องออกกำลังกายหรือใช้แรงกายในที่กลางแดดหรืออากาศร้อน ควรปฏิบัติดังนี้

    ก่อนออกกำลังควรดื่มน้ำ 400-500 มล. (ประมาณ 2 แก้ว) และระหว่างออกกำลังควรดื่มน้ำ 200-300 มล. (ประมาณ 1 แก้ว) เป็นระยะ ๆ (ประมาณทุก 20 นาที) เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
    ควรสวมเสื้อผ้าบาง ๆ หลวม ๆ มีลักษณะสีอ่อน และระบายความร้อนได้ดี
    เมื่อออกกลางแดด ควรสวมหมวกปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด และทายากันแดดที่มีค่า SPF มากกว่า 15 ขึ้นไป
    หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่ผสมกาเฟอีน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
    หลีกเลี่ยงการกินยาที่ขัดขวางกลไกการกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย
    ไม่ควรอยู่ในที่กลางแดดหรืออากาศร้อนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรกางร่มหรือหลบเข้าที่ร่มเป็นพัก ๆ

3. ในช่วงที่มีคลื่นความร้อน (อากาศร้อน) ควรอยู่ในห้องปรับอากาศ หรือในบ้านที่เปิดประตูหน้าต่าง มีพัดลมเป่าให้อากาศถ่ายเทสะดวก (อย่าอยู่ในห้องปิด หรือที่อับไม่มีอากาศถ่ายเท) ควรอาบน้ำบ่อย ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ สวมเสื้อผ้าบาง ๆ หลวม ๆ สีอ่อนและเท่าที่จำเป็น

4. สำหรับเด็กเล็ก ไม่ควรปล่อยเด็กไว้ในรถยนต์ตามลำพังแม้เพียงเดี๋ยวเดียว เมื่อไม่ใช้รถควรปิดประตูรถทุกครั้ง และเก็บกุญแจรถไว้ในที่มิดชิดหรือที่เด็กเอื้อมไม่ถึง


ข้อแนะนำ

1. โรคลมร้อน (heat stroke) เป็นโรคที่เกิดจากความร้อน (heat-related illness) ชนิดที่ร้ายแรงที่สุด ความร้อน (อากาศร้อน) อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้อีกหลายลักษณะ* ดังนั้นเมื่อเผชิญกับความร้อนแล้วมีอาการเจ็บป่วยเกิดขึ้น ควรสังเกตตัวเองว่าเป็นภาวะที่มีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด และให้การดูแลรักษาที่เหมาะสม

2. กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคที่เกิดจากความร้อน ได้แก่ ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง ผู้ที่กินยาบางชนิดที่ขัดขวางกลไกการกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย ดังนั้นเมื่อเผชิญกับอากาศร้อน ควรระมัดระวังตัว และรู้จักหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเพลียแดด และโรคลมร้อน

*อาการเจ็บป่วยที่เกิดจากความร้อน ที่สำคัญ ได้แก่
1. ภาวะเป็นลมจากความร้อน (heat syncope) เกิดจากร่างกายขาดน้ำ ทำให้ความดันโลหิตลดลง เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง ขณะลุกขึ้นยืนเร็ว ๆ หรือยืนนาน ๆ ก็จะเกิดอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลมหมดสติชั่วขณะ แล้วฟื้นคืนเป็นปกติได้เอง นับว่าเป็นภาวะที่มีความรุนแรงน้อย

การรักษา ควรรีบพาเข้าในที่ร่ม ให้ผู้ป่วยนอนราบหรือนั่ง ปลดเสื้อผ้าให้หลวมสบาย และให้ดื่มน้ำ (น้ำเย็น น้ำผลไม้ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่) หากพบในผู้สูงอายุหรือมีอาการกำเริบบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติอื่น ๆ

2. ตะคริวจากความร้อนหรือตะคริวแดด (heat cramps) เกิดจากความร้อนทำให้เหงื่อออกมาก ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เกิดอาการกล้ามเนื้อเป็นตะคริว ซึ่งมักเป็นที่น่อง ต้นขา และไหล่

การรักษา ควรรีบพาเข้าที่ร่ม ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำกับเกลือแร่ (สารละลายน้ำตาลเกลือแร่) ถ้าอาการไม่ทุเลาใน 1 ชั่วโมง หรือสงสัยเป็นภาวะหมดแรงจากความร้อนหรือโรคเพลียแดด (ซึ่งมักมีอาการเป็นตะคริวร่วมกับไข้และอาการอื่น ๆ) ควรรีบไปพบแพทย์

3. ภาวะหมดแรงจากความร้อนหรือโรคเพลียแดด (heat exhaustion) มีสาเหตุจากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างมาก จากการมีเหงื่อออกมากหรือมีภาวะขาดน้ำที่รุนแรง มักเกิดอาการขณะออกกำลังหรือทำงานใช้แรงกายอย่างหนักท่ามกลางอากาศร้อน ผู้ป่วยจะมีอาการเหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า กระหายน้ำมาก คลื่นไส้ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ เป็นลม กล้ามเนื้อเป็นตะคริวหรือปวดเมื่อย กระสับกระส่าย ปัสสาวะออกน้อย โดยไม่มีอาการผิดปกติของสมองหรือภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับโรคลมร้อน การตรวจวัดอุณหภูมิทางทวารหนัก มีค่าระหว่าง 37-40 องศาเซลเซียส (ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส) อาจพบผิวหนังซีด เย็น มีเหงื่อชุ่ม ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันโลหิตลดต่ำลงในท่ายืน (ภาวะความดันเลือดตกในท่ายืน มีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืดเวลาลุกขึ้นยืน และทุเลาเมื่อนอนราบ) ภาวะนี้ถ้าหากไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นโรคลมร้อน เป็นอันตรายได้

การรักษา รีบพาผู้ป่วยหลบเข้าที่ร่ม ในรถปรับอากาศ ห้องที่มีความเย็นหรือห้องแอร์, ให้ผู้ป่วยนอนราบ ยกเท้าสูงเล็กน้อย ปลดเสื้อผ้าให้หลวมสบาย, ให้ดื่มน้ำ (น้ำเย็น น้ำผลไม้ สารละลายน้ำตาลเกลือแร่), ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามตัว ใช้พัดลมเป่า วางถุงใส่น้ำแข็งไว้ตามหน้าผาก ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ ถ้าอาการไม่ทุเลาใน 15 นาที หรือสงสัยเป็นโรคลมร้อน ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด่วน

4. โรคลมร้อน (ฮีตสโตรก) มีไข้ (วัดทางทวารหนัก) มากกว่า 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการทางสมอง ผิวหนังออกแดง ร้อน และแห้ง ผู้ป่วยอาจมีอาการเป็นภาวะหมดแรงจากความร้อนหรือโรคเพลียแดดนำมาก่อน หรือบางรายไม่มีก็ได้ หากพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคลมร้อน ควรรีบให้การปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลทันที การรักษาได้ทันท่วงทีจะช่วยให้ชีวิตรอดปลอดภัยได้

13
คอนโดติดรถไฟฟ้า โคซี่ บีทีเอส สะพานใหม่ (COZI BTS Saphanmai)
เริ่มต้น 1.29 ลบ. 

โคซี่ บีทีเอส สะพานใหม่ (COZI BTS Saphanmai)
คอนโดมิเนียมดีไซน์ใหม่ ภายใต้แนวคิดโครงการ "STAY COZI, HAPPY EVERYDAY" คอนโดที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน มีพื้นที่กิจกรรมและมุมพักผ่อนที่เป็นสัดส่วน ใกล้สถานีรถไฟฟ้า 2 สถานี เชื่อมต่อถนนเส้นหลัก 2 สาย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ                      โคซี่ บีทีเอส สะพานใหม่ (COZI BTS Saphanmai)
 เจ้าของโครงการ                 เสนาดีเวลลอปเม้นท์
 ราคา                              เริ่มต้น 1.29 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล                   คอนโดในเมือง
 ความสูงคอนโด                 Low Rise (ไม่เกิน 8 ชั้น)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์              โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี                 1 ห้องนอน
 ขนาดห้องที่มี                   โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 เนื้อที่ทั้งหมด                    6 ไร่ 1 งาน 21 ตร.ว.
 จำนวนตึก                        3 อาคาร
 จำนวนชั้น                        8 ชั้น
 จำนวนห้อง                      656 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด                39.63%
 ค่าบำรุงส่วนกลาง             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค                 สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., กล้องวงจรปิดโครงการ, อื่นๆ (Meeting Room, Lobby & Mailbox, Seasonal Garden, Laundry Room), Co-Working Space

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน
 ที่ตั้ง               ซอยพหลโยธิน 50 แขวงคลองถนน เขตสะพานใหม่ กรุงเทพมหานคร

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:            ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม, สถานี(หมอชิต - คูคต)(สะพานใหม่), ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม, สถานี(หมอชิต - คูคต)(สายหยุด)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
ศูนย์การค้า/ไลฟ์สไตล์
1.Big C สะพานใหม่
2.โลตัสหลักสี่
3.เซ็นทรัลรามอินทรา
4.ตลาดยิ่งเจริญ
5.ตลาดเชฟวันโก

สถานศึกษา
1.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ
2.มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ
3.มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร
4.โรงเรียนนายเรืออากาศ
5.มหาวิทยาลัยศรีปทุม
6.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โรงพยาบาล
1.โรงพยาบาลซีจีเอช พหลโยธิน
2.โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

สถานที่สำคัญอื่นๆ
1.กองทัพอากาศไทย
2.กรมทางหลวงชนบท
3.กรมป่าไม้
4.ธ.ก.ส สำนักงานใหญ่

14
ปัญหาที่เกิดจากการจัดฟันเด็ก ที่มักพบได้บ่อย

ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของลูกน้อย ถือว่ามีความสำคัญมากเพราะการที่เด็กมีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี เด็กจะได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่ ช่วยส่งเสริมในเรื่องของพัฒนาการทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นด้วย สำหรับการจัดฟันในเด็ก ก็เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาฟันของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการจัดฟันในเด็กจะทำได้เมื่อมีฟันแท้ขึ้นบางส่วนภายในช่องปากของเด็ก และเด็กก็มีความจำเป็นที่ต้องได้รับการจัดฟัน เพื่อทำการแก้ไขความผิดปกติของการสบฟัน รวมไปถึงตำแหน่งของขากรรไกรที่มีความผิดปกติ


การจัดฟันในเด็กจะต้องได้รับความร่วมมือจากเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยอีกทั้งเด็กๆ จะต้องมีการดูแลสุขภาพช่องปากและฟันเป็นอย่างดี ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้นสามารถ แบ่งออกได้เป็นสองระยะนั่นก็คือระยะการจัดฟันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติหรือแก้ไขความผิดปกติบางอย่างที่มีอยู่ให้น้อยลงหรือหายไป และอีกระยะหนึ่งก็คือระยะการจัดฟันแบบแก้ไขทั้งหมด เช่น การจัดฟันแบบสวมใส่เครื่องมือแบบติดแน่น ที่มีเหล็กจัดฟันอยู่ภายในช่องปาก ซึ่งการจัดฟันในลักษณะนี้ สามารถพบเจอได้บ่อยเรียกว่าเป็นเทรนยอดฮิตของวัยรุ่นเลยก็ว่าได้ แต่การจัดฟันในรูปแบบนี้ก็มีปัญหามากมายเกิดขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับวันนี้ทางคลินิกเราจะมาพูดถึงปัญหาที่เกิดจากการจัดฟันในเด็กที่มักพบได้บ่อย หากเราพูดถึงการจัดฟันแน่นอนว่าหลายคนมีอุปสรรคเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่อาจจะไม่ได้รับอาหารเต็มที่ เนื่องจากจะต้องระมัดระวังและต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีความอ่อนนุ่ม เพื่อที่จะได้บดเคี้ยวอาหารได้อย่างเต็มที่ โดยไม่กระทบกระเทือนถึงเครื่องมือการจัดฟันนั่นเอง ปัญหานี้คือเข้ารับการจัดฟันไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็มักจะเจอได้บ่อย เพราะฉะนั้น การจัดฟันในเด็กก็อาจจะเจอปัญหาเดียวกัน

สำหรับปัญหาในการจัดฟันในเด็กที่มักพบได้บ่อยนั่นก็คือ ปัญหาการเกิดฟันผุ แน่นอนว่าผู้ที่เข้ารับการจัดฟันไม่ว่าจะเป็นวัยเด็กวัยหรือผู้ใหญ่ แน่นอนว่าในเรื่องของการทำความสะอาดช่องปากและฟัน เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เราจะต้องเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษเนื่องจากเรามีเครื่องมือการจัดฟันอยู่ภายในช่องปาก อาจจะทำให้ทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ทั่วถึง การที่เราทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ดีเท่าที่ควรนั้น เป็นสาเหตุหลักของการเกิดฟันผุ แน่นอนว่าเด็กๆ หลายคนที่เข้ารับการจัดฟันในเด็กหากไม่ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของความสะอาดของช่องปาก ก็อาจจะทำให้เกิดฟันผุได้ง่าย


นอกจากนี้ อาจจะยังทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการทำความสะอาดช่องปากและฟันไม่สะอาดนั่นเอง ในข้อนี้ ถ้าหากเด็กเป็นโรคเหงือกอักเสบเรียกว่าเป็นปัญหาร้ายแรงเลยทีเดียว อาจจะทำให้เกิดการสูญเสียฟันก่อนวัยอันควรได้ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองควรพาบุตรหลานของท่านเข้าพบกับทันตแพทย์ เพื่อทำการตรวจฟันหรือถ้าหากจัดฟันอยู่ก็ให้มาพบทันตแพทย์เป็นประจำทุกเดือนเพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและฟันและปรับเครื่องมือการจัดฟันด้วย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าปัญหาหลักๆ ที่อาจจะเกิดได้จากการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก อาจจะเกิดจากการที่เราไม่ดูแลความสะอาดภายในช่องปาก ไม่ดูแลเครื่องมือการจัดฟันและปัญหาอีกข้อหนึ่งที่มักพบได้บ่อยก็คือการสวมใส่รีเทนเนอร์ ที่หลายคนเมื่อจัดฟันเสร็จแล้วกว่าจะละเลยการใส่รีเทนเนอร์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้มีผลต่อการจัดฟันอาจทำให้ฟันมีการย้อนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมที่เคยอยู่ก่อนจัดฟัน ซึ่งอาจจะต้องทำการจัดฟันซ้ำใหม่อีกรอบ


ทั้งหมดนี้ก็คือปัญหาที่อาจจะเกิดได้จากการจัดฟันในเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของบุตรหลานของท่านให้ดี ควรแนะนำให้เด็กรู้จักวิธีการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้ป้องกันการเกิดฟันผุ ขณะจัดฟัน ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาที่เด็กและหลายคนมักจะพบเจอได้บ่อยนั่นเอง สำหรับใครที่อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็กก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทีมทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทันตกรรมในเด็ก คอยให้คำปรึกษาอย่างถูกต้อง และสามารถช่วยแนะนำให้เด็กรู้จักการดูแลรักษาความสะอาดของช่องปากเพื่อที่จะได้ลดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันในอนาคต เพราะเราอยากให้เด็กเด็กทุกคนมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อที่จะได้เข้าใจในการดูแลช่องปากอย่างถูกวิธี เพื่อให้เรามีฟันที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

15
ท่อปรับอากาศโรงงาน ทำไมต้องการฉนวนกันความร้อน

โรงงานไหนมีเครื่องจักรทำความร้อนสูง มีกระบวนการผลิตที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมมาก ๆ ภายใน ก็ไม่แปลกเลยที่จะต้องติดตั้ง “ฉนวนกันความร้อน” เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปจนเกิดผลเสียต่อการดำเนินธุรกิจ

แต่ทั้งนี้ จุดหนึ่งที่หลาย ๆ คนมองข้ามไปว่าก็ควรติดตั้ง ฉนวนกันความร้อน เช่นกันก็คือ “ท่อปรับอากาศ” ซึ่งที่ไม่ได้มีใครนึกถึง เพราะอาจไม่เข้าใจว่าระบบท่อปรับอากาศทำไมถึงต้องติดตั้งฉนวนกันความร้อนด้วย ซึ่งเพื่อให้ทุกคนไม่พลาดที่จะให้ความสำคัญตรงจุดนี้ที่อาจทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงนั้น เราจะพาไปดูกันว่า ประโยชน์อะไรบ้างที่จะได้จากการติดตั้งฉนวนกันความร้อนบริเวณท่อปรับอากาศโรงงาน


1.ช่วยควบคุมการสูญเสียความร้อนและประหยัดพลังงาน

ระบบปรับอากาศภายในโรงงานนั้น แม้จะเป็นระบบที่ช่วยทำให้โรงงานเย็นสบาย มีบรรยากาศในการทำงานที่ดี แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าตัวกลไกการทำงานก็ต้องใช้ความร้อนมหาศาลด้วย ซึ่งยิ่งโรงงานใหญ่มากแค่ไหน ก็ยิ่งต้องใช้พลังงานความร้อน มีการระบายความร้อนออกมาเป็นจำนวนมากเท่านั้น

ซึ่งการติดตั้งฉนวนหุ่มท่อ หรือบุท่อภายในระบบปรับอากาศ จะมีส่วนสำคัญในการช่วยควบคุมการสูญเสียพลังงานที่มากเกินความจำเป็น ทำให้ไม่ปล่อยความร้อนออกมาสะสมมากขึ้นจนกลายเป็นทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน ซึ่งเท่ากับว่าจะช่วยประหยัดพลังงานประหยัดค่าไฟได้อย่างมหาศาลนั่นเอง


2.ป้องกันการควบแน่นที่ทำให้เกิดความเสียหาย

ถ้าเรายังจำกันได้ดีว่าเมื่อความร้อนกระทบกับความเย็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือเกิดการควบแน่นกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำได้ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนี้เกิดได้อย่างแน่นอนในระบบท่อปรับอากาศโรงงาน ซึ่งผลที่ตามมานั้นเลวร้ายกว่าที่หลายคนคิดมาก นั่นก็คือ ท่อระบบปรับอากาศของเราจะเป็นสนิม มีเชื้อรา และเชื้อโรคอื่น ๆ สะสมเกาะกินอยู่ ซึ่งลำพังความเสียงหายที่เกิดขึ้นกับท่อปรับอากาศก็หนักแล้ว แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ อากาศที่ปล่อยเข้าไปสู่ภายในพื้นที่จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

ดังนั้น การติดตั้งฉนวนกันความร้อนหุ้มท่อปรับอากาศจึงสำคัญมาก เพราะจะช่วยป้องกันการควบแน่นกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ดี ทำให้ท่อไม่เป็นสนิม ไม่มีเชื้อราขึ้น ยืดอายุการใช้งานของท่อปรับอากาศและปกป้องชีวิตของผู้คนภายในอาคารให้ปลอดภัยได้มากขึ้นด้วยในทุกครั้งที่หายใจ


3.ป้องกันเสียงดังรบกวนสร้างความสงบภายในพื้นที่

แค่เปิดแอร์ที่บ้านตัวเดียว เครื่องเล็ก ๆ เสียงจากเครื่องปรับอากาศยังดังรบกวนจนหลาย ๆ คนปวดหัวนอนไม่หลับอยู่ไม่มีความสุข แล้วนับประสาอะไรกับระบบปรับอากาศโรงงานที่มีกำลังในการทำงานมากกว่าแอร์บ้านหลายร้อยหลายพันเท่า แน่นอนว่าจะมีเสียงดังจากท่อระบบปรับอากาศออกมารบกวนภายในโรงงานอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เอง การติดตั้งฉนวนกันความร้อนสำหรับท่อระบบปรับอากาศจึงไม่ได้ช่วยแค่เรื่องการกันความร้อนสะสมการประหยัดพลังงาน แต่ยังช่วยป้องกันเสียงดังได้ด้วย กลายเป็นสร้างบรรยากาศการทำงานภายในโรงงานให้สงบเงียบได้มากขึ้น ซึ่งเรื่องของเสียงดังนั้น ยังมีข้อกฎหมายกำหนดไว้ด้วยว่าห้ามดังเกินเท่าไร หากเสียงดังเกินมากไปก็จะมีโทษ การติดตั้งฉนวนหุ้มท่อจึงเหมือนให้เราแก้ปัญหาได้ทั้ง 2 ต่อ คือทั้งเรื่องความร้อนสะสมและเรื่องเสียงดังรบกวนไปพร้อม ๆ กัน

ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่แค่เฉพาะกับโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล หรือสำนักงานต่าง ๆ ที่มีท่อระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ก็ควรที่จะต้องติดฉนวนกันความร้อนด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อประโยชน์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน และการสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ และอากาศบริสุทธิ์ให้เกิดขึ้นภายในพื้นที่

โดยปัจจุบัน ฉนวนกันความร้อน ถือว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ของผู้ประกอบการทั่วประเทศ ด้วยเป็นฉนวนใยแก้วที่กันความร้อนได้ดี กันเสียงได้เยี่ยม กันการควบแน่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม และมาตรฐานสากล ASTM จึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพหลังการติดตั้ง

หน้า: [1] 2 3 ... 27