11
พูดคุยเรื่องทั่วไป / ผู้ดูแลต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง ในการให้อาหารสายยาง
« กระทู้ล่าสุด โดย siritidaphon เมื่อ วันนี้ เวลา 17:27:01 »ผู้ดูแลต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง ในการให้อาหารสายยาง
การเตรียมความพร้อมของผู้ดูแลเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) มีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการสำลักและการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายกำลังอ่อนแอจากการรับยาเคมีบำบัดครับ
เช็กลิสต์การเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ที่ผู้ดูแลควรปฏิบัติครับ:
1. เตรียมความพร้อม "ผู้ดูแล" (Hygiene First)
สุขอนามัยมือ: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ 7 ขั้นตอน หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสอุปกรณ์และอาหาร
ความมั่นใจและสมาธิ: ศึกษาขั้นตอนให้เข้าใจ และเตรียมเวลาประมาณ 30-45 นาทีสำหรับแต่ละมื้อเพื่อไม่ให้เร่งรีบจนเกิดความผิดพลาด
2. เตรียม "อุปกรณ์" ให้ครบถ้วน (Set up)
ควรจัดวางอุปกรณ์ไว้บนถาดสะอาดใกล้ตัวผู้ป่วย ประกอบด้วย:
กระบอกให้อาหาร (Syringe): ขนาด 50 มล.
อาหารสายยาง: ที่อุ่นจนได้อุณหภูมิห้องแล้ว (ผ่านการกรองเรียบร้อย)
น้ำดื่มสะอาด: สำหรับล้างสาย (ประมาณ 50-100 มล.)
สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70%: สำหรับเช็ดทำความสะอาดจุกสายยาง
ภาชนะรองรับน้ำย่อย: สำหรับกรณีที่ดูดเช็กแล้วมีอาหารค้าง
3. เตรียม "ตัวผู้ป่วย" และ "ท่าทาง" (Positioning)
การจัดท่าเป็นขั้นตอนที่ห้ามละเลยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการสำลัก:
การจัดท่า: ให้ผู้ป่วยนอน ศีรษะสูงอย่างน้อย 30-45 องศา (ใช้หมอนหนุนหรือปรับเตียง) หรือนั่งเก้าอี้
การตรวจเช็กความพร้อม: สังเกตว่าผู้ป่วยไม่อยู่ในภาวะไอ ร้องไห้ หรือกระสับกระส่ายก่อนเริ่มให้
4. เตรียม "ตรวจสอบ" ก่อนเริ่มให้ (Safety Checks)
ก่อนจะปล่อยอาหารลงสายทุกครั้ง ผู้ดูแลต้องทำ 3 ขั้นตอนนี้เสมอ:
เช็กตำแหน่งสาย: ตรวจดูว่าขีดเครื่องหมายบนสายยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ หากไม่แน่ใจให้ใช้กระบอกฉีดยาดูดลมหรือน้ำย่อยเพื่อยืนยันว่าสายยังอยู่ในกระเพาะอาหาร
เช็กอาหารค้าง (Residual): ใช้กระบอกฉีดยาดูดเช็กปริมาณน้ำย่อยและอาหารเก่า
ถ้ามีค้างไม่เกิน 100 มล. ให้ใส่กลับคืนไปและเริ่มให้อาหารมื้อใหม่ได้
ถ้าค้างเกิน 100-150 มล. ให้ใส่กลับคืนไป และ เลื่อนมื้ออาหารออกไป 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเช็กซ้ำ
เช็กสภาพอาหาร: อาหารต้องไม่มีกลิ่นบูด ไม่ข้นจนเกินไป และไม่มีกากใยที่อาจอุดตันสาย
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ดูแล:
สังเกตอาการขณะให้: หากผู้ป่วยมีอาการไอ สำลัก อาเจียน หรือหน้าเขียวคล้ำ ให้ หยุดให้อาหารทันที และรีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์
การบันทึก: ควรจดปริมาณอาหารที่ให้ และปริมาณอาหารที่ค้างในแต่ละมื้อ เพื่อประเมินว่าร่างกายผู้ป่วยรับอาหารได้ดีเพียงใด ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์มากในการแจ้งทีมแพทย์เมื่อถึงวันนัดครับ
การเตรียมความพร้อมของผู้ดูแลเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การให้อาหารทางสายยาง (Tube Feeding) มีความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการสำลักและการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายกำลังอ่อนแอจากการรับยาเคมีบำบัดครับ
เช็กลิสต์การเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านหลัก ที่ผู้ดูแลควรปฏิบัติครับ:
1. เตรียมความพร้อม "ผู้ดูแล" (Hygiene First)
สุขอนามัยมือ: ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ 7 ขั้นตอน หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสอุปกรณ์และอาหาร
ความมั่นใจและสมาธิ: ศึกษาขั้นตอนให้เข้าใจ และเตรียมเวลาประมาณ 30-45 นาทีสำหรับแต่ละมื้อเพื่อไม่ให้เร่งรีบจนเกิดความผิดพลาด
2. เตรียม "อุปกรณ์" ให้ครบถ้วน (Set up)
ควรจัดวางอุปกรณ์ไว้บนถาดสะอาดใกล้ตัวผู้ป่วย ประกอบด้วย:
กระบอกให้อาหาร (Syringe): ขนาด 50 มล.
อาหารสายยาง: ที่อุ่นจนได้อุณหภูมิห้องแล้ว (ผ่านการกรองเรียบร้อย)
น้ำดื่มสะอาด: สำหรับล้างสาย (ประมาณ 50-100 มล.)
สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70%: สำหรับเช็ดทำความสะอาดจุกสายยาง
ภาชนะรองรับน้ำย่อย: สำหรับกรณีที่ดูดเช็กแล้วมีอาหารค้าง
3. เตรียม "ตัวผู้ป่วย" และ "ท่าทาง" (Positioning)
การจัดท่าเป็นขั้นตอนที่ห้ามละเลยเด็ดขาดเพื่อป้องกันการสำลัก:
การจัดท่า: ให้ผู้ป่วยนอน ศีรษะสูงอย่างน้อย 30-45 องศา (ใช้หมอนหนุนหรือปรับเตียง) หรือนั่งเก้าอี้
การตรวจเช็กความพร้อม: สังเกตว่าผู้ป่วยไม่อยู่ในภาวะไอ ร้องไห้ หรือกระสับกระส่ายก่อนเริ่มให้
4. เตรียม "ตรวจสอบ" ก่อนเริ่มให้ (Safety Checks)
ก่อนจะปล่อยอาหารลงสายทุกครั้ง ผู้ดูแลต้องทำ 3 ขั้นตอนนี้เสมอ:
เช็กตำแหน่งสาย: ตรวจดูว่าขีดเครื่องหมายบนสายยังอยู่ที่เดิมหรือไม่ หากไม่แน่ใจให้ใช้กระบอกฉีดยาดูดลมหรือน้ำย่อยเพื่อยืนยันว่าสายยังอยู่ในกระเพาะอาหาร
เช็กอาหารค้าง (Residual): ใช้กระบอกฉีดยาดูดเช็กปริมาณน้ำย่อยและอาหารเก่า
ถ้ามีค้างไม่เกิน 100 มล. ให้ใส่กลับคืนไปและเริ่มให้อาหารมื้อใหม่ได้
ถ้าค้างเกิน 100-150 มล. ให้ใส่กลับคืนไป และ เลื่อนมื้ออาหารออกไป 1 ชั่วโมง แล้วค่อยเช็กซ้ำ
เช็กสภาพอาหาร: อาหารต้องไม่มีกลิ่นบูด ไม่ข้นจนเกินไป และไม่มีกากใยที่อาจอุดตันสาย
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ดูแล:
สังเกตอาการขณะให้: หากผู้ป่วยมีอาการไอ สำลัก อาเจียน หรือหน้าเขียวคล้ำ ให้ หยุดให้อาหารทันที และรีบแจ้งพยาบาลหรือแพทย์
การบันทึก: ควรจดปริมาณอาหารที่ให้ และปริมาณอาหารที่ค้างในแต่ละมื้อ เพื่อประเมินว่าร่างกายผู้ป่วยรับอาหารได้ดีเพียงใด ซึ่งข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์มากในการแจ้งทีมแพทย์เมื่อถึงวันนัดครับ







































กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

















